ฟันผุ กับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เกี่ยวข้องอะไรกัน

ปัญหาในเรื่องของการดูแลฟันให้สะอาด ไม่ผุ ให้แข็งแรง ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อการรับประทานอาหารให้อร่อย หรือลดอาการบาดเจ็บหรือเจ็บปวดในช่องปากอีกต่อไป แต่ปัจจุบันเป็นปัญหาที่ลามมาถึงการทำงานของระบบการทำงานของทางเดินอาหารในร่างกาย และดำเนินส่งผลลึกลงไปถึงลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ เพื่อมีรายงานวิจัยพบว่า อาการฟันผุ มีความสัมพันธ์กับอาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย

เฟซบุคคุณหมอเล็ก หรือ Dr.Aki – หมออาคิ อธิบายว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆของโรคมะเร็งทั้งหมด แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้แก่ พันธุกรรม ทานอาหารกากใยน้อย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจมานานแล้วว่า ในก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ของคนไข้กว่า 1 ใน 3 จะมีเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ (F. nucleatum) อาศัยอยู่ แต่ก็ไม่ทราบถึงความเกี่ยวข้องของเชื้อโรคนี้ต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

จนเมื่อเดือนที่ผ่านมาทางทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ได้พบว่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ (F. nucleatum)สามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่แบ่งตัวได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นรุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะเชื้อแบคทีเรียไม่ได้สามารถที่จะเปลี่ยนเซลล์ร่างกายทั่วไปให้เป็นเซลล์มะเร็งได้ จึงไม่ได้เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยตรง แต่ในทางอ้อมจะกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ตัวโรคนั้นรุนแรงขึ้น อธิบายอย่างง่ายๆก็คือ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เปรียบเสมือนกองเพลิง ส่วนแบคทีเรียก่อโรคฟันผุเป็นเหมือนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้กองเพลิงนี้ประทุรุนแรงขึ้นได้มากนั่นเอง

ดังนั้น คุณหมอฝากไว้ว่า การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพร่างกายของเรา

กินเผ็ดมากไป ทำร้ายสุขภาพ

รสเผ็ด เป็นรสที่ช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับอาหาร ข้อดีที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ รสเผ็ดช่วยให้เราเจริญอาหาร อีกทั้งยังช่วยหายใจได้โล่งจมูกขึ้น ละลายเสมหะ และยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย (>> 20 ข้อดีของพริก นอกจากจะ “เผ็ด” สะใจแล้ว ยังดีต่อสุขภาพด้วย) แต่ก็ใช่ว่าเราจะตักพริกเติมเอาๆ กินเผ็ดได้มากเท่าที่ใจอยาก เพราะหากกินเผ็ดมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน

อันตรายจากการ “กินเผ็ด”
รสเผ็ดจากพริกทำให้รู้สึกแสบร้อนได้ตั้งแต่ลิ้นไปจนถึงกระเพาะอาหาร ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ใส่พริกมาก มีรสเผ็ดมากๆ อาจทำให้กระเพาะอาหาร รวมถึงระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ระคายเคืองได้

อ.พญ. ศุภมาส เชิญอักษร แพทย์สาขาวิชาโรคทางเดินอาหาร และตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารแคปไซซินในพริกทำให้เกิดอาการแสบร้อน และทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ ในร่างกาย

กินเผ็ด ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร?
โรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุหลักเกิดจากการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้การป้องกันของเยื่อบุในทางเดินอาหาร หรือกระเพาะอาหารเสียไป อีกส่วนหนึ่งคือการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การรับประทานอาหารรสเผ็ดเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง จึงอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนท้องได้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการของโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้รู้สึกแสบท้องได้มากขึ้น

กินเผ็ดเท่าไรถึงจะดี?

ควรปรุงรสรสชาติเผ็ดให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่เผ็ดมากจนเกินไป หากรับประทานพริก หรือเครื่องปรุงอื่นๆ ที่มีรสเผ็ดแล้วรู้สึกทรมาน แสบปาก แสบท้อง ควรหยุดทานแล้วดื่มน้ำตามเพื่อลดอาการระคายเคืองจากพริกที่อาจเกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร และกระเพาะอาหารได้

หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ ท้องเสียท้องร่วง อาหารเป็นพิษ ฯลฯ ไม่ควรกินเผ็ด เพราะอาจทำให้อาการของโรคแย่ลง รวมถึงผู้ป่วยที่มีไข้ เพิ่งผ่าตัด ควรงดการรับประทานอาหารเผ็ดชั่วคราวด้วย

วิธีรับประทานอาหารที่ช่วยถนอมรักษากระเพาะอาหาร

  • ไม่กินเยอะเกินไป
  • ไม่กินอาหารมันมากเกินไป มีส่วนในการเกิดโรคกระเพาะอาหารได้
  • กินอาหารที่มีกากใยอาหารที่เหมาะสม ใครที่ไม่ค่อยได้กินผักผลไม้ที่มีกากใยอาหาร ให้ค่อยๆ เพิ่มปริมาณในการกิยในแต่ละมื้อ แต่ละวันทีละน้อยๆ ให้กระเพาะอาหารค่อยๆ ปรับตัว
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา

ปัญหาท้องผูก และขับถ่ายไม่เป็นเวลาต้องรีบแก้ไข

เชื่อว่ามีหลายคนที่มีปัญหาท้องผูก และขับถ่ายไม่เป็นเวลา ซึ่งวันนี้เรามีตัวช่วยที่จะทำให้คุณขับถ่ายได้สะดวก และเป็นเวลามากขึ้นในตอนเช้า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย ดังนั้นเราไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  • ดื่มน้ำเปล่าทันทีเมื่อตื่นนอน
    การดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 1-2 แก้ว เมื่อตื่นนอนทันที ซึ่งเป็นขณะที่ท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเปล่าเมื่อท้องว่าง ลำไส้ก็จะทำงานได้ดีขึ้น และส่งผลให้เราขับถ่ายเป็นเวลา แถมยังช่วยในเรื่องของไม่ทำให้ท้องผูก นอกจากนี้อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำเปล่ายังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอีกด้วย ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้วต่อวัน เพื่อสุขภาพที่ดี

 

  • ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง
    การดื่มกาแฟในตอนเช้าขณะที่ท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ เนื่องจากกาแฟจะไปช่วยเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เร่งกระบวนการย่อยอาหาร และส่งผลให้ลำไส้ทำงานเร็วขึ้น กระทั่งทำให้คุณรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ แล้วขับถ่ายออกมาในที่สุดนั่นเอง แต่ทั้งนี้การดื่มกาแฟในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลให้นอนไม่หลับ ใจสั่นและใจเต้นเร็วปกติ รวมถึงความดันโลหิตสูงขึ้น และอาจถึงขั้นเสียชีวิตกะทันหันได้เลยทีเดียว

 

  • นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตก็ช่วยได้
    หากคุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกอยากขับถ่ายในตอนเช้า ลองหาตัวช่วยอย่างนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตกินดูก็ได้ เพราะนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ให้คุณสามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เหนืออื่นใด นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกมาก และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค รวมถึงเพิ่มอัตราการดูดซึมแคลเซียมด้วย

 

  • ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว
    น้ำส้มและน้ำมะนาว มีวิตามินซีสูงมาก ยิ่งถ้าคั้นสดๆ แล้วดื่มในตอนเช้า ขณะท้องว่างด้วยแล้ว รับรองเลยว่ามันจะไปช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยคุณสมบัติของผลไม้ทั้งสองชนิด ซึ่งส้มก็มีกากใยอาหารเยอะ ส่วนมะนาวก็มีส่วนช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบขับถ่ายด้วย แถมแก้อาการท้องผูกได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีเลย

 

  • กินผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม มะละกอสุก
    อย่างที่ทราบกันดีว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายอยู่แล้ว แถมยังช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น เช่น การกินกล้วยเมื่อท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นและทำให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น ส่วนส้มที่มีวิตามินซีและกากใย ก็ถือเป็นผลไม้อีกอย่าง ที่จะไปช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ รวมถึงมะกอสุกเอง ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ซึ่งรับรองว่าถ้ากินผลไม้เหล่านี้เข้าไปในตอนเช้า จะช่วยทำให้คุณรู้สึกอยากจะเข้าห้องน้ำได้เลยล่ะ

 

  • ไม่ขับถ่ายตอนเช้า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
    การไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. นานเข้าเป็นระยะเวลาหลายปี เลือดที่ไม่สะอาดจะไหลผ่านไปเลี้ยงสมอง และหัวใจ ทำให้ไม่สดชื่น ก่อนเที่ยงถึงบ่ายก็จะรู้สึกง่วงนอน แถมมีกลิ่นตัว มีกลิ่นปาก ก็มาจากเลือดที่ไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกมาทางผิวหนังและลมหายใจ ซึ่งตัวเองจะไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นได้กลิ่น รวมถึงอาจรู้สึกปวดเข่า และเมื่ออายุมากขึ้น ก็มีโอกาสเป็นริดสีดวงทวาร

ดูแลร่างกายด้วยเคล็ดลับการดูตับให้แข็งแรง

ร่างกายของเรานั้นต้องการสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารต่างๆ มากมาย เพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเรานั้นมีสุขภาพแข็งแรง สุขภาพดี เพราะฉะนั้นเราเองควรที่จะรู้ว่าต้องกินอาหหารอะไร ต้องรับประทานอาหารประเภทไหน

ควรรับประทานอาหารอย่างไรให้ได้สารอาหารที่มีประโยชน์ ที่มีคุณค่าต่อร่างกายเพราะว่าสารอาหารในแต่ละชนิดมีผลหรือว่ามีสารที่ช่วยป้องกันโรคที่แตกต่างกันออกไป เช่น

  • เส้นใยกากอาหารช่วยป้องกัน
  • โรคท้องผูก
  • โรคริดสีดวงทวารหนัก
  • โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่และโรคหัวใจ
  • แคลเซียมช่วยในการป้องกันโรคกระดูกพรุน

วิตามิน เอ ซี และอี ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระและชะลอความแก่ชรา

โดยสารอาหารต่างๆที่จำเป็นต่อร่างกายแบ่งได้ทั้งหมด 6 หมวด คือ

  • โปรตีน
  • วิตามิน
  • เกลือแร่
  • คาร์โบไฮเดรต
  • น้ำ
  • และไขมัน

โดยสารอาหารทั้งหมดแต่ละชนิดมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป แต่สารอาหารทั้งหมดต้องร่วมกันทำงานเพื่อช่วยบำรุงรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ถ้าเราเลือกกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลกันไม่ใช่ว่าเน้นไขมันหนักเกินไป โดยอาหารนั้นเป็นทั้งยาที่คอยรักษาโรค ยาล้างโรค หรือแม้แต่ยาป้องกันโรคด้วย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย 9 ข้อ หรืออาจเรียกว่าโภชนบัญญัติ 9 ประการ และสารอาหารเหล่านี้ยังเป็น เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ได้อีกด้วย

  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัยตามช่วงอายุ
  3. กินปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งประจำ
  4. กินข้าวเป็นอาหารหลักสลับกับอาหารที่เป็นแป้งโดยรับประทานแป้งในบางครั้งบางคราว
  5. กินพืชผักให้มากถ้าหากมีผักในอาหารทุกมื้อที่รับประทานจะเป็นเรื่องที่ดีมากและรับประทานผลไม้ควบคู่ไปด้วยต้องหมั่นรับประทานเป็นประจำอยู่เสมอ
  6. กินอาหารที่มีไขมันได้แต่ต้องไม่เยอะเกินความจำเป็นในแต่ละมื้อหรือในแต่ละวัน
  7. กินอาหารที่สะดวกและปลอดภับปราศจากสารปนเปื้อนทุกอย่าง
  8. งดหรือลดหรือเลิกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดจะเป็นเรื่องที่ดีมาก
  9. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและรสเค็มจัด

ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำดีต่อสุขภาพอย่างไร

ท่านที่ชอบว่ายน้ำคงจะรู้สึกว่า ได้ว่ายน้ำแล้วทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง นอนหลับสบาย มีความสุข เมื่อได้แช่ตัวลงในสระว่ายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าการออกกำลังกายประเภทใดดีกว่ากัน แต่การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายประเภทหนึ่งที่นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังทำให้จิตใจได้ผ่อนคลายเมื่อร่างกายได้ลงแช่น้ำอีกด้วย การว่ายน้ำจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการออกกำลังกายที่หลายคนชื่นชอบ ประโยชน์ของการว่ายน้ำมีดังต่อไปนี้

1. ว่ายน้ำช่วยในการลดน้ำหนัก
การว่ายน้ำสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ถึง 367 แคลอรี่ ใช้เวลาเพียง 30 นาที ซึ่งพอๆ กับการเดินเร็ว การปั่นจักรยาน การวิ่งเหยาะๆ ท่านใดต้องการลดน้ำหนักก็สามารถเพิ่มเวลาในการว่ายน้ำตามความต้องการได้อีกด้วย

2. ว่ายน้ำช่วยลดความเครียดและเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง
ผลการศึกษาของ Speedo ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักว่ายน้ำ จำนวน 74,000 คน พบว่าร้อยละ 74 มีความคิดเห็นว่าการว่ายน้ำช่วยผ่อนคลายจากความเครียดและความกดดัน ร้อยละ 68 มีความคิดเห็นว่าอยู่ในน้ำแล้วรู้สึกดีต่อตัวเอง และร้อยละ 70 มีความคิดเห็นว่ารู้สึกสดชื่นหลังจากที่ได้ว่ายน้ำ

3. ว่ายน้ำช่วยให้อารมณ์ดี

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่านักว่ายน้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด มักจะไม่ค่อยมีความเครียด ความกดดัน ความหดหู่ ความโกรธ และความสับสน เมื่อพวกเขาได้ว่ายน้ำ หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นนักว่ายน้ำมือใหม่และนักว่ายน้ำมือสมัครเล่นก็สามารถรู้สึกดีเหมือนกับนักว่ายน้ำมืออาชีพได้ เนื่องจากการว่ายน้ำทำให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนเซโรโทนินที่ทำให้อารมณ์ดี

4. ว่ายน้ำช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
การว่ายน้ำเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อของคุณ เนื่องจากน้ำมีความต้านทานมากกว่าอากาศถึง 44 เท่า ซึ่งหมายความว่าคุณต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเคลื่อนที่ผ่านน้ำ และการว่ายน้ำยังเป็นการออกกำลังกายที่ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายในราคาแพงอีกด้วย

5. ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บน้อยมาก
เมื่อคุณว่ายน้ำ คุณจะมีน้ำหนักเพียงร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว เนื่องจากน้ำช่วยในการลอยตัว และยังช่วยลดการเคลื่อนไหวและความตึงของกระดูกข้อต่อและกล้ามเนื้อลงด้วย การว่ายน้ำจึงมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ

 

6. ว่ายน้ำช่วยให้นอนหลับสบาย
จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น ว่ายน้ำ มีแนวโน้มนอนหลับได้ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยเป็น 2 เท่า และผลการสำรวจของ National Sleep Foundation พบปัญหาการนอนน้อย มักเกิดจากการนอนไม่หลับและตื่นเร็วเกินไป

7. ว่ายน้ำไม่มีเหงื่อ
เมื่อคุณว่ายน้ำจะไม่รู้สึกร้อนจนเกินไปหรือไม่รู้สึกว่ามีเหงื่อ เพราะน้ำรอบๆ ตัวคุณจะทำให้คุณเย็นลงอย่างต่อเนื่อง

8. ว่ายน้ำช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต และลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ดังนั้นหากคุณว่ายน้ำเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดสารพัดโรค ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 2, โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

ก้าวแรกกับการวิ่งเพื่อสุขภาพ รับมืออย่างไรบ้าง

การวิ่งเพื่อสุขภาพ

การวิ่งเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ส่งผลให้เกิดการรับออกซิเจน
ของร่างกายดีขึ้น เพราะทำให้หัวใจ หลอดเลือด ปอด กล้ามเนื้อ และอวัยวะ
อื่น ๆ แข็งแรงนอกจากนี้ยังช่วย ให้ผู้วิ่งคลายความตึงเครียดทางจิตใจ
และมีอารมณ์แจ่มใส อุปกรณ์ในการวิ่ง เสื้อกางเกง ที่สวมใส่ควรทำด้วย
วัสดุ ที่ซับเหงือได้ดี ควรเป็นเสื้อแขนสั้น กางเกงไม่รัด แน่นที่รอบเอว
เป้ากางเกงหลวม ร้องเท้าหุ้มส้นพอดีกับขนาดและรูปเท้า พื้นรองเท้า
ควรหนาและนุ่ม สถานที่วิ่ง ควรมีพื้นเรียบไม่เป็นหลุ่มเป็นบ่อ ไม่เอียง
และชันมากเกินไป เวลาวิ่ง เลือกเวลาวิ่งที่สะดวกและสามารถทำได้
้เป็นประจำสม่ำเสมอได้ ควรหลีกเลี่ยงการวิ่งหลัง รับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ และการวิ่งที่อากาศ
ร้อนจัด การวิ่งทำให้ร่างกายทุกส่วนได้ออกกำลังกาย ในระยะเริ่มต้นควรวิ่งเหยาะ ๆ ก่อน หากรู้สึก
เหนื่อย มากควรเปลี่ยนเป็นเดิน เมื่อหายเหนื่อยแล้วจึงวิ่งต่อ เมื่อร่างกายแข็งแรงดีแล้วจึงเพิ่มการวิ่ง
ให้มากขึ้น โดยเพิ่มระยะเวลา หรือระยะทางหรือความเร็วในการวิ่งทีละน้อย

หลักของการวิ่ง

1. ใช้ท่าวิ่งที่เป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง เวลาลงเท้าใช้ส้นเท้าสัมผัสพื้นก่อนจึงวางเท้าเต็ม แล้วยกส้นเท้าขึ้น
เข่าไม่ยกสูงมากและไม่เหยียดสุดลำตัว ศรีษะตั้งตรงข้อศอกงอเล็กน้อย และกำมือหลวม ๆ

2. ควรใช้ความเร็วที่รู้สึกเหนื่อยจนต้องหายใจแรง แต่ไม่ถึงกับบต้องหายใจทางปาก หรือมีอาการหอบ
เมื่อวิ่ง 4 – 5 นาที ควรมีเหงื่อออก แล้ววิ่งต่อไปได้เกิน 10 นาที ควรวิ่งวันละครั้ง นานครั้งละ 20 – 60 นาที
ใน 1 สัปดาห์ควรวิ่งให้ได้อย่างน้อย 3 วัน

3. ก่อนและหลังการวิ่งทุกครั้งควรอบอุ่นร่างกาย และผ่อนคลายร่างกายประมาณ 4-5 นาที โดยวิ่งเหยาะ ๆ
ด้วยความเร็วที่น้อยกว่าที่ใช้วิ่งจริง และทำกายบริหารเหยียดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

อาการที่แสดงว่าควรหยุดวิ่ง

เวียนศรีษะ คลื่นไส้ หรือหน้ามืดเป็นลม รู้สึกคล้ายหายใจไม่ทันใจสั่น แน่น เจ็บที่บริเวณหน้าอก ลมออกหู หูตึงกว่าปกติ การเคลื่อนไหวร่างกายควบคุมไม่ได้ ถ้ามีอาการดังกล่าวขณะวิ่ง ควรชลอความเร็วในการวิ่งลง ถ้ายังมีอาการอยู่ให้เปลี่ยนเป็นเดิน
หากไม่หายให้หยุดวิ่งหรือนอนราบจนกว่าอาการจะดีขึ้น การวิ่งในวันต่อไปควรลดความเร็วและ
ระยะทางลง ถ้าเห็นว่าอาการยังไม่หายให้รีบปรึกษาแพทย์

สำหรับประโยชน์ของการวิ่ง มีมากมายตั้งแต่…
1. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจทำงานดีขึ้น ลดระดับไขมันในเลือด เพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และช่วยให้ไม่เป็นลมหน้ามืดง่าย
2. ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ลดภาวะกระดูกพรุน
3. ช่วยปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น
4. ช่วยควบคุมน้ำหนักของร่างกาย
5. กระตุ้นให้สมองเกิดการหลั่งสารเอ็นโดรฟินขึ้น ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด และทำให้รู้สึกสุขสบาย

และสุดท้าย จะดีมากขึ้น ถ้าการวิ่งใช้เสื้อและกางเกงที่ทำจากผ้าฝ้าย ไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป รวมทั้งรองเท้าหุ้มส้นที่พอดีกับขนาดและรูปเท้า ตลอดจนพื้นรองเท้าควรหนาและนุ่ม หากออกกำลังกายได้อย่างที่ว่า สุขภาพดีก็อยู่แค่เอื้อม

ลดเค็ม เพื่อดูแลรักษาไตให้มีสุขภาพดี


เราสามารถช่วยเหลือไตได้ เพื่อให้กระบวนการกำจัดสารพิษทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ด้วย 5 ข้อนี้

1. เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

  • ผักและผลไม้สด
  • ธัญพืชเต็มเมล็ดแทนธัญพืชที่ผ่านการขัดสีแล้ว
  • อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง เช่น ถั่ว ปลาที่มีไขมันสูง
  • จำกัดการรับประทานเนื้อแดง และอาหารที่มีไขมันสูง
  • หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูปประเภทเนื้อหมัก เนื้อกระป๋อง และมันฝรั่งทอด
  • เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน และน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

2.ดื่มน้ำให้มากขึ้น

  • ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำช่วยสนับสนุนให้ระบบต่างๆ
  • ทำงานได้อย่างราบรื่น กรองสารพิษออกจากเลือดและขับสารพิษทางปัสสาวะ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง หรือบรรดา soft drink ทั้งหลาย

3.ไม่สูบบุหรี่

  • สารพิษที่อยู่ในบุหรี่จะเข้าไปในกระแสเลือด และส่งผลต่อหัวใจและไต คนสูบบุหรี่มีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในภาวะไตวายมากถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่

4.หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวดต้านการอักเสบ

  • โดยเฉพาะยาแก้ปวดต้านการอักเสบที่ต้องทานหลังอาหารทันทีมักมีพิษต่อไต และการทานยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะเร่งให้การทำงานของไตเสื่อมถอยลง

5.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • ช่วยทำให้กระบวนการเผาผลาญทำงานดีขึ้น
  • กระตุ้นการกำจัดของเสียที่สะสมในเลือด
  • ช่วยควบคุมความดันโลหิต