บิ๊กไบค์มือสอง

ของก็อปที่นำมาแต่งรถบิ๊กไบค์มือสองสุดอันตรายในพาร์ทนี้ผมจะขอยกตัวอย่างเพิ่มอีก 3 ชิ้น เชิญอ่านกันได้เลยครับ

โช๊คปลอม

ถือเป็นอันดับแรกๆเลยสำหรับคนที่คิดจะแต่งรถต้องเปลี่ยนโช๊คอย่างแน่นอน และยี่ห้อดังๆไม่ว่าจะเป็น YSS โชว่า หรือเออริน ก็ต้องเป็นตัวเลือกแรกๆเหมือนกันสำหรับซื้อมาเปลี่ยนก็จะเกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นโชว่า หรือว่าเออริน จะมีปัญหาในเรื่องของราคาเพราะว่าของที่มีแบรนด์ราคามันต้องแพง และก็ต้องมีของปลอมมาแน่นอน คนแต่งรถร้อยละ 80 มักจะใช้โช๊คปลอมแบบรู้อยู่แล้วว่าเป็นของปลอมก็ยังซื้อมาใส่แค่อยากได้โลโก้ของยี่ห้อโช๊คมาติดไว้เท่ๆแค่นั้นเอง

ปัญหาของโช๊คปลอมที่เพื่อนๆส่วนใหญ่ได้เจอกันบ่อยๆนั่นก็คือ มันรั่ว แข็งเกินไป ใช้งานไม่ทน บางรุ่นที่มีอ๊อฟชั่นมาให้ปรับพวกรีบาวหรือว่าปรับอ่อนปรับแข็ง จริงๆอยู่ที่ว่ามันทำปุ่มมาให้ปรับแต่ว่าหลายตัวไม่สามารถปรับได้เหมือนในของแท้ซับแท้งค์ก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง และก็นอกจากปัญหาที่มันรั่วมันซึมแล้วหรือว่าแข็งเกินไป มันยังส่งผลของในเรื่องการขับขี่ เวลาเราเข้าโค้งถ้าโช๊คแข็งหรืออ่อนเกินไปจะส่งในการทรงตัวเวลาเข้าโค้งทำให้การทรงตัวไม่ดี ใครที่คิดจะเอาโช๊คปลอมมาติดให้กับรถตัวเองจงคิดใหม่เลยนะครับ เพราะว่าโช๊คปลอมประสิทธิภาพไม่สู้ของแท้ที่มาจากโรงงานด้วยซ้ำ โช๊คไม่ได้มีหน้าที่แค่รองรับแรงกระแทกเพียงอย่างเดียว

ล้อปลอม

ไม่ว่าจะเป็นล้อแม็คหรือล้อโล ปัญหาที่เพื่อนๆส่วนมากจะเจอก็คือคุณภาพของล้อเช่นวัสดุที่ใช้ทำไม่ได้มาตรฐาน ความคดงอของวงล้อความกลมของวงล้อการดูวงล้อว่าเป็นของแท้หรือของปลอมก็จะดูค่อนข้างที่จะยากอยู่เหมือนกันนะครับ คนที่ดูไม่เป็นจริงๆก็อาจจะถูกหลอกได้ ในเรื่องของความอันตรายเมื่อเราใส่วงล้อปลอมเข้าไปจะเจออะไรบ้าง

อย่างแรกคือล้อที่มันไม่สมมาตกันอาจจะเบี้ยวหรือจะไม่เป็นทรงกลมจริงๆก็ได้ข้อนี้เพื่อนๆจะเห็นได้เมื่อเวลาเพื่อนๆเอาไปใส่แล้วลองขี่รถดูแล้วจะเห็นอาการชัดเจน และที่อันตรายที่สุดของล้อปลอมก็คือ วัสดุที่ใช้ทำไม่ได้คุณภาพเพราะว่าถ้าเราใส่ล้อที่ใช้วัสดุไม่ได้คุณภาพเวลาขี่ไปแล้วตกหลุมหรือว่าไปกระแทกอะไรแรงๆก็อาจทำให้ล้อเบี้ยวล้อยุบกันได้เลยครับ แต่ยังไม่น่ากลัวเท่ากับล้อโลบางตัวอาจถึงกับหักเลยแล้วจะทำให้รถของเพื่อนเสียหลักแล้วลงไปวัดพื้นแน่นอน

จานดิสเบรคปลอม

ปัญหาหลักๆเลยที่เพื่อนๆจะต้องเจอก็คือมันดูออกยากนั่นเอง ถ้าใครดูไม่เป็นก็อาจจะเสียเหลี่ยมคนขายก็ได้นะครับ ปัญหาอีกเรื่องนึงก็คือคุณภาพของสินค้า ไม่รู้ว่าเขาเอาเหล็กอะไรมาทำเป็นจานดิสเบรค เพราะถ้าสินค้าคุณภาพไม่ดีก็อาจจะทำให้เวลาใช้ไปแล้วเกิดการคดงอได้ แล้วถ้าเกิดดืสเบรคงอหรือหักขณะขับขี่นี่มันน่ากลัวมากเลยนะครับ

ถ้าเป็นดิสเบรคของดีหรือของที่มากับรถเลยเขาจะใช้วัสดุที่ทนทานต่อความร้อนในขณะเบรคจะไม่คดงอหรือแตกหักได้ง่าย เคยสังเกตุรถในสนามแข่งเวลาเขาเบรคทีจนจานเบรคแดงซึ่งถ้าเป็นของไม่ได้คุณภาพก็อาจจะทำให้เบรคไม่อยู่หรือจานเบรคแตกหักเสียหายได้นะครับ

เลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการติดต่อของโรคจากสัตว์มาสู่คน

เลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการติดต่อของโรคจากสัตว์มาสู่คน

ปัจจุบันนี้มีโรคติดต่อเกิดใหม่จาก “สัตว์สู่คน” มีทิศทางสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนจำนวนมากบางทีอาจยังไม่รู้ว่ามีโรคประเภทใดบ้าง โรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากสัตว์ติดต่อสู่คนได้ยังไง และก็ควรรอบคอบให้มากขึ้นการติดต่อของโรคที่เกิดจากสัตว์ประเภทใดบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ มาฝากกัน

โรคระบาดจาก “สัตว์สู่คน”
ศาสตราจารย์นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์โรคเกิดใหม่ สภากาชาดไทย ชี้แจงว่า โรคที่มาจากสัตว์ และก็สามารถติดต่อสู่คนได้ พบได้ในขณะที่มาจากสัตว์ที่ใกล้ชิดกับเรามากๆ อย่างหมา กับแมว ไปจนกระทั่งแมลงอย่าง ยุง ไร ริ้นต่างๆโดยเชื้อโรคที่ติดต่อได้ไม่มีเพียงแค่เชื้อไวรัสเพียงแค่นั้น ยังมีเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งเชื้อโรคแปลกๆ อันอื่นอีกเยอะมาก

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดการติดต่อของโรคจากสัตว์มาสู่คน
การติดต่อโรคที่เกิดจากสัตว์มาสู่คนมีได้หลายแนวทาง ได้แก่

1. การสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นโรค หรือเป็นพาหะ เช่น จับค้างคาว หนู
2. สัมผัสกับมูลสัตว์ที่เป็นโรค
3. ถูกกัดจากสัตว์ที่เป็นโรค อย่างเช่น หมา แมว กระต่าย
4. บริโภคสัตว์ที่เป็นโรค ตัวอย่างเช่น นก หนู หมู โค อีกทั้งจากการบริโภคอาหารจำพวกที่เป็นเนื้อสัตว์พวกนั้นโดยตรง รวมทั้งการเชือด หั่น ปรุงเนื้อสัตว์พวกนั้นด้วยมือของพวกเราเอง ฝุ่นผงฝอยละอองจากเนื้อสัตว์ แล้วก็ของเหลวต่างๆ ในเนื้อสัตว์บางทีอาจเข้าเยื่อบุต่างๆ ภายในร่างกาย ดังเช่น ดมผ่านจมูก หรือนิ้วมือจับเนื้อสัตวมาขยี้ตา อื่นๆอีกมากมาย

โดยสัตว์กลุ่มนี้อาจมีลักษณะของการป่วยให้มองเห็น หรือไม่ได้มีลักษณะอาการแตกต่างจากปกติเลยก็ได้ เพราะว่าบางทีอาจเป็นสัตว์ที่อมโรค หรือเป็นพาหะเพียงแค่นั้น

ตัวอย่างกลุ่มโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน
• ไข้สมองอักเสบนิปาห์ (ค้างคาว)
• โบทูลิซึม (วัว สุนัข ม้า นก)
• แอนแทรกซ์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแทบทุกชนิดรวมถึงสัตว์ปีกบางชนิด)
• แผลหนอนแมลงวัน (แมลงวัน)
• พยาธิแส้ม้า (สุนัขบ้าน และสุนัขป่า)
• ท็อกโซพลาสโมซิส (แมว แกะ แพะ สุกร สุนัข)
• คริปโตคอกโคสิส (วัว สุนัข เฟอร์เร็ต หนูตะเภา ม้า แกะ แพะ สุกร ลามะ และสัตว์ชนิดอื่น)
• พยาธิตัวกลม (สุนัข แมว)
• ลิชมาเนีย (สุนัข โคโยตี้ สุนัขจิ้งจอก สัตว์แทะ แมว ม้า)
• โรคจากการเคลื่อนที่ของตัวอ่อนพยาธิ (สุนัข สุกร กระต่าย แกะ โค สัตว์ตระกูลลิง ไก่ ไก่ป่า แมวน้ำ และสัตว์ชนิดอื่นๆ)
• พยาธิปากขอ (สุนัข แมว)
• ไข้หวัดนก (สัตว์ปีก)
• ไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ (ค้างคาว ม้า แมว สุนัข สกั้งค์ กระรอก กระต่าย จระเข้ และคน)
• ฝีดาษลิง (ลิง และสัตว์ฟันแทะหลายชนิด)

ผู้ที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเครื่องช่วยฟังสามารถช่วยคุณได้

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบกับปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน ไม่ว่าจะเกิดจาการหูตึง หรือหูหนวก หรืออื่นๆก็ตาม เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินอุปกรณ์ชนิดนี้อยู่ เพราะอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังนี้ เป็นอุปกรณ์ที่เป็นของคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของเสียงหรือการได้ยินบกพร่อง ส่งผลให้ต้องใช้เครื่องช่วยฟังเหล่านี้เป็นสื่อกลางช่วยให้เราใช้ชีวิตกับปัจจุบันให้ง่ายขึ้น

เครื่องช่วยฟังคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่งที่แพทย์แนะนำให้ใช้คู่กับบุคคลที่มีปัญหาทางด้านของการได้ยิน เนื่องจากอุปกรณณ์ที่เราเรียกว่าเครื่องช่วยฟังนี้ มันทำหน้าที่ขยายเสียง หรือส่งสัญญาณในรูปแบบเสียงให้ผู้ที่มีปัญหาโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องการได้ยินให้รับรู้หรือให้ใช้งานเหมือนกับบุคคลอื่นๆทั่วไป

การเกิดปัญหาทางการได้ยินนี้มีหลากหลายระดับ จึงมีการเลือกใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในจุดบกพร่องของแต่ละบุคคให้ดีขึ้นเสมือนบุคคลปกตินั่นเอง

เครื่องช่วยฟังเหล่านี้มีการทำงานที่บ่งบอกถึงระดับของอาการที่คุณเป็นอยู่ หากต้องมีการใช้งานควรเลือกให้เหมาะสมกับอาการที่เป็นอยู่มากที่สุด เพราะเป็นการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมเพื่อช่วยในการได้ยินและเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณืเหล่านี้อีกด้วย

เนื่องจากสมัยก่อนอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังยังไม่มีการพัฒนาเท่าไหร่นัก จึงมีขนาดใหญ่ตามอาการของผู้ป่วย หากผู้ป่วยเหล่านั้นมีอาการที่ร้ายแรงมากอุปกรณ์ก็จะมีชิ้นส่วนมาก ทำให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่หากอุปกรณ์ทั้งหมดนี้ได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่เท่ากับสมัยก่อนแล้ว เพราะได้มีการปรับเปลี่ยนอุปกรณืต่างๆให้มีขนาดเล็กลง เพื่อเหมาะต่อการใช้งาน หรือบางคนแทบไม่รู้เลยว่าเขาเหล่านั้นมีปัญหาทางด้านของการได้ยิน เพราะอุปกรณ์นั้นได้ปรับเปลี่ยนให้เล็กลงจนแทบดูไม่ออกว่าเขามีการผิดปกติจากการได้ยิน

การพัฒนานี้สามารถให้ความสบายใจให้แก่ผู้ใช้เป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่ต้องเสี่ยงที่จะถูกสายตาของบุคคลอื่นมองด้วยความสงสัย เพราะบางคนก็มองว่าเขาเหมือนกับตัวประหลาดแค่ตัวหนึ่งเท่านั้น

หากคุณเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความผิดปกติทางการได้ยินแล้วนั้น คุณไม่ต้องกังวลกับความรู้สึกไม่ดีหรือกลัวที่จะอายบุคคลอื่นอย่างแน่นอน เพราะในปัจจุบันการพัฒนาการเกี่ยวกับเครื่องช่วยฟังเหล่านี้ หากมีการใช้งานบางคนก็ไม่สามารถรู้ด้วยซ้ำว่าคุณใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ เพราะบางรุ่นก็ทำออกแบบมาเป็นแบบไมโครชิพเล็กๆที่ใครๆก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นหากมีข้อพกพร่องทางด้านนี้ควรรีบรักษาหรือหาอุปกรณ์ในการช่วยฟังมาใช้ อย่างปล่อยให้มันสายเกินแก้ได้

เครียดมากเกินไป อันตรายต่อสุขภาพ

ความเครียดมักอยู่กับเราเสมอไม่ว่าเราจะมีอายุที่มากขึ้นแค่ไหน หรือเด็กแค่ไหนเราย่อมพบกับความเครียดไปตลอดช่วงวัย และบางครั้งเราก็อาจจะก้าวผ่านมันไปได้ แต่อย่างไรก็ตามอย่าปล่อยให้เครียดจนเกินไป เพราะว่าความเครียดเป็นต้นกำเนิดของโรคมากมาย มาสังเกตกันหน่อยสิว่าคุณกำลังเครียดมากไปหรือป่าว

1. ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ
ต้องบอกว่า สาวๆ อย่างเรานั้น เกิดมาก็สุดแสนจะลำบากนะ ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้หญิงที่มีความเครียดสูง จะปวดประจำเดือนมากกว่าคนที่เครียดน้อยกว่าถึงสองเท่า ซึ่งนักวิจัยจากฮาร์วาร์ดโทษว่า ความเครียดทำให้ฮอร์โมนร่างกายไม่สมดุลนี่เอง ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องที่สาวๆ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าลำพังแค่ปวดท้องประจำเดือนธรรมดาก็ลำบากทรมานมากพออยู่แล้ว อย่าปล่อยให้เป็นไปมากกว่านี้จะดีกว่า

2.เลือดออกตามไรฟัน
สุขภาพเหงือกนั้น ต้องบอกว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนที่มีความเครียดได้ง่ายกว่าคนอื่น ๆ เพราะว่าคอร์ติซอลที่พุ่งสูงจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันด้อยลง ผลก็คือแบคทีเรียจะเข้ามาในช่องปากได้ง่ายขึ้น ทำให้สุขภาพเหงือกของคุณแย่ลง ต้องระวังเป็นพิเศษ

3.เมื่อยกราม
เราอาจจะมีการสันนิฐานไปเองนะค่ะ ว่าเอ๊ะ ที่เราเมื่อยกรามนั้น โดยมีความคิดที่ว่าเกิดจากการกัดฟัน ซึ่งปกติแล้วอาการกัดฟันมักจะเกิดขึ้นตอนที่เราหลับอยู่ และความเครียดก็เป็นปัจจัยที่ทำให้อาการหนักขึ้นอีกและทางแก้ที่ดีที่สุดนั้น ก็คือการพบทันตแพทย์และสอบถามเรื่องใส่ฟันยาง ซึ่งตามสถิติแล้ว คนร้อยละ 70 จะหยุดกัดฟันไปเลย

4.คันผิวหนัง
อาการของโรคผิวหนังนั้น เราจะหมายถึงคนที่เป็นโรคคันเรื้อรังแต่ไม่มีผื่นขึ้น จะมาพร้อมกับความเครียดมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้ถึงสองเท่า ถึงแม้ว่าการคันไม่หยุดจะน่ารำคาญ จนอาจเกิดความเครียดได้ก็ตาม แต่ความเครียดเองก็สามารถกระตุ้นโรคต่าง ๆ เช่น โรคผิวหนังอักเสบ หรือโรคสะเก็ดเงินได้เช่นกัน

5.ภูมิแพ้ขนานหนัก
แหม เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว เราจะต้องบอกว่าแล้วละค่ะ ว่าเจ้าความเครียดเป็นเหตุแห่งโรคจริง ๆ เนื่องจากฮอร์โมนความเครียด จะไปกระตุ้นการผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อว่า IgE ซึ่งอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้ ดังนั้น ถ้าคุณรู้ตัวว่ามีโรคภูมิแพ้ ก็อย่าลืมดูแลใจให้ดีพอ ๆ กับที่ดูแลร่างกายนะ

รู้อย่างนี้แล้วอย่าปล่อยให้ร่างกายคุณหลงอยู่ในความเครียดนานๆ เลย เพราะยิ่งความเครียดนั้นอยู่นานเท่าไหร่ยิ่งส่งผลแย่ๆ ต่อร่างกายเรา

บุคคลเสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ

เนื่องจาก ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจมีประชากรที่เป็นเกี่ยวกับโรคนี้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอด

ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่ใครๆก็แห่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง มีคนแห่รณรงค์ และสร้างกลุ่ม เพื่อบอกถึงโรคร้ายอันน่ากลัวที่เป็นสาเหตุทำให้เป็นโรคหัวใจ

หัวใจของคนเรานั้นเป็นอวัยวะสำคัญที่มีการปฏิบัติอยู่ทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ไม่มีเวลาหยุดพักเหมือนอวัยวะในร่างกายส่วนต่างๆ

 เนื่องจากหัวใจนั้นเป็นอวัยวะที่ทำงานเยอะ

และเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่คอยส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกายของเรา อยู่ทุกเวลา โดยจะให้ร่างกายของเรานั้นได้ทำงานอย่างเต็มที่ แบบสม่ำเสมอ

โดยทว่าหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกันอยู่นั้น มีการผิดปกติเกิดขึ้นหรือได้มีการอุตตันที่หลอดเลือด จึงส้างปัญหาให้สูบฉีดเลือดไม่ทันหรือผิดปกติ จะมีผลต่อหัวใจของเราโดยตรง

โดยการทำงานยิ่งกว่าเดิม ทำให้อาจจะเกิดสภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างด่วนได้นั้นเอง

สำหรับท่านที่เป็นโรคหัวใจเหล่านี้ โดยมากจะไม่มีอาการอะไรที่บอกกล่าวได้ว่าเป็นโรคหัวใจโดยตรง แต่โรคหัวใจนั้นค่อนข้างเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน หรือกระทันหัน ซึ่งส่งผลอันตรายถึงตายได้เลย เพราะการเป็นโรคหัวใจหรือการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจนั้น สามารถแบ่งจำพวกได้หลายอย่าง แต่ทว่าเรามักจะพบบ่อยที่สุดนั้นก็คือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดในหัวใจและโรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ

เนื่องจากการเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคหัวใจเหล่านี้ เกิดขึ้นโดย กรรมพันธุ์ ถ้าหากมีบุคคลในสายเลือดของเรานั้นเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็เกิดอัตตราการเสี่ยงสูงที่จะทำให้เป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน

 เนื่องจากการค้นพบจากสถิติพบว่า โรคหลอดเลือดหัวใจมักพบในกรณีผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิง ซึ่งจะพบอีกกับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือผู้หญิงที่เมนหมดแล้ว

สำหรับอายุก็เป็นเรื่องสำคัญหรือเป็นเหตุที่เกิดผลทำให้เป็นโรคหัวใจเช่นกัน เนื่องจากบุคคลที่มีอายุมากกว่า 40 ปีไปนั้น ปรากฎว่าส่วนมากมีอาการของโรคหัวใจ และด้วยรูปแบบการเป็นอยู่ของบุคคลเหล่านั้น ทำให้เราค้นพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงกว่าเก่าในทุกวัน ซึ่งแน่นอนว่าอนาคตอาจจะเป็นช่วยอายุ 30 ปี ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจมากขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนหลังเกิด ‘หนองใน’

ภาวะแทรกซ้อนหลังเกิด ‘หนองใน’
ผู้ป่วยที่พบว่าเป็นโรคหนองในหรือไม่เคยรู้ตัวว่าได้รับเชื้อมาหากไม่รีบรักษาจะประสบพบภาวะแทรกซ้อนของหนองใน ภาวะแทรกซ้อนของโรคหนองในอาจเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ภาวะแทรกซ้อนของเชื้อหนองในอาจแทรกตัวเข้าไปตามกระแสเลือดไปที่บริเวณข้อ ทำให้เกิดเป็นโรคข้ออักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลันตามมาซึ่งอาจจะเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ แต่ภาวะแทรกซ้อนนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย โดยอวัยวะที่พบอาการแทรกซ้อน ได้แก่ ข้อเท้า ข้อเข่า และข้อมือ รวมถึงยังมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

รู้หรือไม่?
• หากป่วยเป็นโรคหนองในจะสามารถเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้อีก เช่น จะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เป็นหนองใน
• นอกจากนี้ยังจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้เพิ่มเติม เพียงแต่เป็นอาการที่พบได้น้อยมาก อาทิ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว และหัวใจวายได้

จะป้องกัน โรคหนองใน ได้ยังไง ?
1. เรื่องแรกที่เราควรคำนึงเลย คือ พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง โรคหนองในจะไม่สามารถติดต่อได้หากเราไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ หรือ คู่นอนของเราไม่ได้เป็นโรคหนองในอยู่แล้ว เพราะการมีคู่นอนเพียงคนเดียวเท่านั้น จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเรา และหากอยากสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น ควรแนะนำให้คู่นอนเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะดีที่สุด
2. จากที่กล่าวมาแล้วในข้อหนึ่ง คือ งดเว้น หรือหลีกเลี่ยงการสำส่อนทางเพศ หรือการเที่ยวกลางคืน จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอ และตรวจสอบให้ดีว่าถุงยางอนามัยรั่วหรือมีการฉีกขาดหรือไม่โดยการระมัดระวังในการใช้งาน เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันโรคได้ 100% แต่จริงๆ แล้วไม่มีจะดีกว่า ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การใช้ถุงยางอนามัยอาจไม่ได้ผล ทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้อยู่บ้าง
3. หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกันกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ
4. การรักษาสุขอนามัยดื่มน้ำมากๆ ก่อนที่จะร่วมเพศและหลังร่วมเพศเสร็จควรรีบเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะทันที และอาบน้ำล้างตัวล้างจุดเสี่ยงด้วยสบู่ให้สะอาด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อหนองในได้ แต่อาจไม่ได้ผลในบางราย

ฟันผุ กับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เกี่ยวข้องอะไรกัน

ปัญหาในเรื่องของการดูแลฟันให้สะอาด ไม่ผุ ให้แข็งแรง ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อการรับประทานอาหารให้อร่อย หรือลดอาการบาดเจ็บหรือเจ็บปวดในช่องปากอีกต่อไป แต่ปัจจุบันเป็นปัญหาที่ลามมาถึงการทำงานของระบบการทำงานของทางเดินอาหารในร่างกาย และดำเนินส่งผลลึกลงไปถึงลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ เพื่อมีรายงานวิจัยพบว่า อาการฟันผุ มีความสัมพันธ์กับอาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย

เฟซบุคคุณหมอเล็ก หรือ Dr.Aki – หมออาคิ อธิบายว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆของโรคมะเร็งทั้งหมด แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้แก่ พันธุกรรม ทานอาหารกากใยน้อย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจมานานแล้วว่า ในก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ของคนไข้กว่า 1 ใน 3 จะมีเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ (F. nucleatum) อาศัยอยู่ แต่ก็ไม่ทราบถึงความเกี่ยวข้องของเชื้อโรคนี้ต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

จนเมื่อเดือนที่ผ่านมาทางทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ได้พบว่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ (F. nucleatum)สามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่แบ่งตัวได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นรุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะเชื้อแบคทีเรียไม่ได้สามารถที่จะเปลี่ยนเซลล์ร่างกายทั่วไปให้เป็นเซลล์มะเร็งได้ จึงไม่ได้เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยตรง แต่ในทางอ้อมจะกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ตัวโรคนั้นรุนแรงขึ้น อธิบายอย่างง่ายๆก็คือ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เปรียบเสมือนกองเพลิง ส่วนแบคทีเรียก่อโรคฟันผุเป็นเหมือนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้กองเพลิงนี้ประทุรุนแรงขึ้นได้มากนั่นเอง

ดังนั้น คุณหมอฝากไว้ว่า การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพร่างกายของเรา

กินเผ็ดมากไป ทำร้ายสุขภาพ

รสเผ็ด เป็นรสที่ช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับอาหาร ข้อดีที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ รสเผ็ดช่วยให้เราเจริญอาหาร อีกทั้งยังช่วยหายใจได้โล่งจมูกขึ้น ละลายเสมหะ และยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย (>> 20 ข้อดีของพริก นอกจากจะ “เผ็ด” สะใจแล้ว ยังดีต่อสุขภาพด้วย) แต่ก็ใช่ว่าเราจะตักพริกเติมเอาๆ กินเผ็ดได้มากเท่าที่ใจอยาก เพราะหากกินเผ็ดมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน

อันตรายจากการ “กินเผ็ด”
รสเผ็ดจากพริกทำให้รู้สึกแสบร้อนได้ตั้งแต่ลิ้นไปจนถึงกระเพาะอาหาร ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ใส่พริกมาก มีรสเผ็ดมากๆ อาจทำให้กระเพาะอาหาร รวมถึงระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ระคายเคืองได้

อ.พญ. ศุภมาส เชิญอักษร แพทย์สาขาวิชาโรคทางเดินอาหาร และตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารแคปไซซินในพริกทำให้เกิดอาการแสบร้อน และทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ ในร่างกาย

กินเผ็ด ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร?
โรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุหลักเกิดจากการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้การป้องกันของเยื่อบุในทางเดินอาหาร หรือกระเพาะอาหารเสียไป อีกส่วนหนึ่งคือการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การรับประทานอาหารรสเผ็ดเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง จึงอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนท้องได้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการของโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้รู้สึกแสบท้องได้มากขึ้น

กินเผ็ดเท่าไรถึงจะดี?

ควรปรุงรสรสชาติเผ็ดให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่เผ็ดมากจนเกินไป หากรับประทานพริก หรือเครื่องปรุงอื่นๆ ที่มีรสเผ็ดแล้วรู้สึกทรมาน แสบปาก แสบท้อง ควรหยุดทานแล้วดื่มน้ำตามเพื่อลดอาการระคายเคืองจากพริกที่อาจเกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร และกระเพาะอาหารได้

หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ ท้องเสียท้องร่วง อาหารเป็นพิษ ฯลฯ ไม่ควรกินเผ็ด เพราะอาจทำให้อาการของโรคแย่ลง รวมถึงผู้ป่วยที่มีไข้ เพิ่งผ่าตัด ควรงดการรับประทานอาหารเผ็ดชั่วคราวด้วย

วิธีรับประทานอาหารที่ช่วยถนอมรักษากระเพาะอาหาร

  • ไม่กินเยอะเกินไป
  • ไม่กินอาหารมันมากเกินไป มีส่วนในการเกิดโรคกระเพาะอาหารได้
  • กินอาหารที่มีกากใยอาหารที่เหมาะสม ใครที่ไม่ค่อยได้กินผักผลไม้ที่มีกากใยอาหาร ให้ค่อยๆ เพิ่มปริมาณในการกิยในแต่ละมื้อ แต่ละวันทีละน้อยๆ ให้กระเพาะอาหารค่อยๆ ปรับตัว
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา

ปัญหาท้องผูก และขับถ่ายไม่เป็นเวลาต้องรีบแก้ไข

เชื่อว่ามีหลายคนที่มีปัญหาท้องผูก และขับถ่ายไม่เป็นเวลา ซึ่งวันนี้เรามีตัวช่วยที่จะทำให้คุณขับถ่ายได้สะดวก และเป็นเวลามากขึ้นในตอนเช้า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย ดังนั้นเราไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  • ดื่มน้ำเปล่าทันทีเมื่อตื่นนอน
    การดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 1-2 แก้ว เมื่อตื่นนอนทันที ซึ่งเป็นขณะที่ท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเปล่าเมื่อท้องว่าง ลำไส้ก็จะทำงานได้ดีขึ้น และส่งผลให้เราขับถ่ายเป็นเวลา แถมยังช่วยในเรื่องของไม่ทำให้ท้องผูก นอกจากนี้อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำเปล่ายังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอีกด้วย ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้วต่อวัน เพื่อสุขภาพที่ดี

 

  • ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง
    การดื่มกาแฟในตอนเช้าขณะที่ท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ เนื่องจากกาแฟจะไปช่วยเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เร่งกระบวนการย่อยอาหาร และส่งผลให้ลำไส้ทำงานเร็วขึ้น กระทั่งทำให้คุณรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ แล้วขับถ่ายออกมาในที่สุดนั่นเอง แต่ทั้งนี้การดื่มกาแฟในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลให้นอนไม่หลับ ใจสั่นและใจเต้นเร็วปกติ รวมถึงความดันโลหิตสูงขึ้น และอาจถึงขั้นเสียชีวิตกะทันหันได้เลยทีเดียว

 

  • นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตก็ช่วยได้
    หากคุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกอยากขับถ่ายในตอนเช้า ลองหาตัวช่วยอย่างนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตกินดูก็ได้ เพราะนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ให้คุณสามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เหนืออื่นใด นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกมาก และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค รวมถึงเพิ่มอัตราการดูดซึมแคลเซียมด้วย

 

  • ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว
    น้ำส้มและน้ำมะนาว มีวิตามินซีสูงมาก ยิ่งถ้าคั้นสดๆ แล้วดื่มในตอนเช้า ขณะท้องว่างด้วยแล้ว รับรองเลยว่ามันจะไปช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยคุณสมบัติของผลไม้ทั้งสองชนิด ซึ่งส้มก็มีกากใยอาหารเยอะ ส่วนมะนาวก็มีส่วนช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบขับถ่ายด้วย แถมแก้อาการท้องผูกได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีเลย

 

  • กินผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม มะละกอสุก
    อย่างที่ทราบกันดีว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายอยู่แล้ว แถมยังช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น เช่น การกินกล้วยเมื่อท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นและทำให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น ส่วนส้มที่มีวิตามินซีและกากใย ก็ถือเป็นผลไม้อีกอย่าง ที่จะไปช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ รวมถึงมะกอสุกเอง ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ซึ่งรับรองว่าถ้ากินผลไม้เหล่านี้เข้าไปในตอนเช้า จะช่วยทำให้คุณรู้สึกอยากจะเข้าห้องน้ำได้เลยล่ะ

 

  • ไม่ขับถ่ายตอนเช้า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
    การไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. นานเข้าเป็นระยะเวลาหลายปี เลือดที่ไม่สะอาดจะไหลผ่านไปเลี้ยงสมอง และหัวใจ ทำให้ไม่สดชื่น ก่อนเที่ยงถึงบ่ายก็จะรู้สึกง่วงนอน แถมมีกลิ่นตัว มีกลิ่นปาก ก็มาจากเลือดที่ไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกมาทางผิวหนังและลมหายใจ ซึ่งตัวเองจะไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นได้กลิ่น รวมถึงอาจรู้สึกปวดเข่า และเมื่ออายุมากขึ้น ก็มีโอกาสเป็นริดสีดวงทวาร

ดูแลร่างกายด้วยเคล็ดลับการดูตับให้แข็งแรง

ร่างกายของเรานั้นต้องการสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารต่างๆ มากมาย เพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเรานั้นมีสุขภาพแข็งแรง สุขภาพดี เพราะฉะนั้นเราเองควรที่จะรู้ว่าต้องกินอาหหารอะไร ต้องรับประทานอาหารประเภทไหน

ควรรับประทานอาหารอย่างไรให้ได้สารอาหารที่มีประโยชน์ ที่มีคุณค่าต่อร่างกายเพราะว่าสารอาหารในแต่ละชนิดมีผลหรือว่ามีสารที่ช่วยป้องกันโรคที่แตกต่างกันออกไป เช่น

  • เส้นใยกากอาหารช่วยป้องกัน
  • โรคท้องผูก
  • โรคริดสีดวงทวารหนัก
  • โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่และโรคหัวใจ
  • แคลเซียมช่วยในการป้องกันโรคกระดูกพรุน

วิตามิน เอ ซี และอี ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระและชะลอความแก่ชรา

โดยสารอาหารต่างๆที่จำเป็นต่อร่างกายแบ่งได้ทั้งหมด 6 หมวด คือ

  • โปรตีน
  • วิตามิน
  • เกลือแร่
  • คาร์โบไฮเดรต
  • น้ำ
  • และไขมัน

โดยสารอาหารทั้งหมดแต่ละชนิดมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป แต่สารอาหารทั้งหมดต้องร่วมกันทำงานเพื่อช่วยบำรุงรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ถ้าเราเลือกกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลกันไม่ใช่ว่าเน้นไขมันหนักเกินไป โดยอาหารนั้นเป็นทั้งยาที่คอยรักษาโรค ยาล้างโรค หรือแม้แต่ยาป้องกันโรคด้วย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย 9 ข้อ หรืออาจเรียกว่าโภชนบัญญัติ 9 ประการ และสารอาหารเหล่านี้ยังเป็น เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ได้อีกด้วย

  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัยตามช่วงอายุ
  3. กินปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งประจำ
  4. กินข้าวเป็นอาหารหลักสลับกับอาหารที่เป็นแป้งโดยรับประทานแป้งในบางครั้งบางคราว
  5. กินพืชผักให้มากถ้าหากมีผักในอาหารทุกมื้อที่รับประทานจะเป็นเรื่องที่ดีมากและรับประทานผลไม้ควบคู่ไปด้วยต้องหมั่นรับประทานเป็นประจำอยู่เสมอ
  6. กินอาหารที่มีไขมันได้แต่ต้องไม่เยอะเกินความจำเป็นในแต่ละมื้อหรือในแต่ละวัน
  7. กินอาหารที่สะดวกและปลอดภับปราศจากสารปนเปื้อนทุกอย่าง
  8. งดหรือลดหรือเลิกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดจะเป็นเรื่องที่ดีมาก
  9. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและรสเค็มจัด