ฟันผุ กับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เกี่ยวข้องอะไรกัน

ปัญหาในเรื่องของการดูแลฟันให้สะอาด ไม่ผุ ให้แข็งแรง ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อการรับประทานอาหารให้อร่อย หรือลดอาการบาดเจ็บหรือเจ็บปวดในช่องปากอีกต่อไป แต่ปัจจุบันเป็นปัญหาที่ลามมาถึงการทำงานของระบบการทำงานของทางเดินอาหารในร่างกาย และดำเนินส่งผลลึกลงไปถึงลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ เพื่อมีรายงานวิจัยพบว่า อาการฟันผุ มีความสัมพันธ์กับอาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย

เฟซบุคคุณหมอเล็ก หรือ Dr.Aki – หมออาคิ อธิบายว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆของโรคมะเร็งทั้งหมด แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้แก่ พันธุกรรม ทานอาหารกากใยน้อย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจมานานแล้วว่า ในก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ของคนไข้กว่า 1 ใน 3 จะมีเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ (F. nucleatum) อาศัยอยู่ แต่ก็ไม่ทราบถึงความเกี่ยวข้องของเชื้อโรคนี้ต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

จนเมื่อเดือนที่ผ่านมาทางทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ได้พบว่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ (F. nucleatum)สามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่แบ่งตัวได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นรุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะเชื้อแบคทีเรียไม่ได้สามารถที่จะเปลี่ยนเซลล์ร่างกายทั่วไปให้เป็นเซลล์มะเร็งได้ จึงไม่ได้เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยตรง แต่ในทางอ้อมจะกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ตัวโรคนั้นรุนแรงขึ้น อธิบายอย่างง่ายๆก็คือ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เปรียบเสมือนกองเพลิง ส่วนแบคทีเรียก่อโรคฟันผุเป็นเหมือนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้กองเพลิงนี้ประทุรุนแรงขึ้นได้มากนั่นเอง

ดังนั้น คุณหมอฝากไว้ว่า การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพร่างกายของเรา

กินเผ็ดมากไป ทำร้ายสุขภาพ

รสเผ็ด เป็นรสที่ช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับอาหาร ข้อดีที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ รสเผ็ดช่วยให้เราเจริญอาหาร อีกทั้งยังช่วยหายใจได้โล่งจมูกขึ้น ละลายเสมหะ และยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย (>> 20 ข้อดีของพริก นอกจากจะ “เผ็ด” สะใจแล้ว ยังดีต่อสุขภาพด้วย) แต่ก็ใช่ว่าเราจะตักพริกเติมเอาๆ กินเผ็ดได้มากเท่าที่ใจอยาก เพราะหากกินเผ็ดมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน

อันตรายจากการ “กินเผ็ด”
รสเผ็ดจากพริกทำให้รู้สึกแสบร้อนได้ตั้งแต่ลิ้นไปจนถึงกระเพาะอาหาร ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ใส่พริกมาก มีรสเผ็ดมากๆ อาจทำให้กระเพาะอาหาร รวมถึงระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ระคายเคืองได้

อ.พญ. ศุภมาส เชิญอักษร แพทย์สาขาวิชาโรคทางเดินอาหาร และตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารแคปไซซินในพริกทำให้เกิดอาการแสบร้อน และทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ ในร่างกาย

กินเผ็ด ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร?
โรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุหลักเกิดจากการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้การป้องกันของเยื่อบุในทางเดินอาหาร หรือกระเพาะอาหารเสียไป อีกส่วนหนึ่งคือการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การรับประทานอาหารรสเผ็ดเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง จึงอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนท้องได้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการของโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้รู้สึกแสบท้องได้มากขึ้น

กินเผ็ดเท่าไรถึงจะดี?

ควรปรุงรสรสชาติเผ็ดให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่เผ็ดมากจนเกินไป หากรับประทานพริก หรือเครื่องปรุงอื่นๆ ที่มีรสเผ็ดแล้วรู้สึกทรมาน แสบปาก แสบท้อง ควรหยุดทานแล้วดื่มน้ำตามเพื่อลดอาการระคายเคืองจากพริกที่อาจเกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร และกระเพาะอาหารได้

หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ ท้องเสียท้องร่วง อาหารเป็นพิษ ฯลฯ ไม่ควรกินเผ็ด เพราะอาจทำให้อาการของโรคแย่ลง รวมถึงผู้ป่วยที่มีไข้ เพิ่งผ่าตัด ควรงดการรับประทานอาหารเผ็ดชั่วคราวด้วย

วิธีรับประทานอาหารที่ช่วยถนอมรักษากระเพาะอาหาร

  • ไม่กินเยอะเกินไป
  • ไม่กินอาหารมันมากเกินไป มีส่วนในการเกิดโรคกระเพาะอาหารได้
  • กินอาหารที่มีกากใยอาหารที่เหมาะสม ใครที่ไม่ค่อยได้กินผักผลไม้ที่มีกากใยอาหาร ให้ค่อยๆ เพิ่มปริมาณในการกิยในแต่ละมื้อ แต่ละวันทีละน้อยๆ ให้กระเพาะอาหารค่อยๆ ปรับตัว
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา

ปัญหาท้องผูก และขับถ่ายไม่เป็นเวลาต้องรีบแก้ไข

เชื่อว่ามีหลายคนที่มีปัญหาท้องผูก และขับถ่ายไม่เป็นเวลา ซึ่งวันนี้เรามีตัวช่วยที่จะทำให้คุณขับถ่ายได้สะดวก และเป็นเวลามากขึ้นในตอนเช้า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย ดังนั้นเราไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  • ดื่มน้ำเปล่าทันทีเมื่อตื่นนอน
    การดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 1-2 แก้ว เมื่อตื่นนอนทันที ซึ่งเป็นขณะที่ท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเปล่าเมื่อท้องว่าง ลำไส้ก็จะทำงานได้ดีขึ้น และส่งผลให้เราขับถ่ายเป็นเวลา แถมยังช่วยในเรื่องของไม่ทำให้ท้องผูก นอกจากนี้อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำเปล่ายังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอีกด้วย ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้วต่อวัน เพื่อสุขภาพที่ดี

 

  • ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง
    การดื่มกาแฟในตอนเช้าขณะที่ท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ เนื่องจากกาแฟจะไปช่วยเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เร่งกระบวนการย่อยอาหาร และส่งผลให้ลำไส้ทำงานเร็วขึ้น กระทั่งทำให้คุณรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ แล้วขับถ่ายออกมาในที่สุดนั่นเอง แต่ทั้งนี้การดื่มกาแฟในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลให้นอนไม่หลับ ใจสั่นและใจเต้นเร็วปกติ รวมถึงความดันโลหิตสูงขึ้น และอาจถึงขั้นเสียชีวิตกะทันหันได้เลยทีเดียว

 

  • นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตก็ช่วยได้
    หากคุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกอยากขับถ่ายในตอนเช้า ลองหาตัวช่วยอย่างนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตกินดูก็ได้ เพราะนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ให้คุณสามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เหนืออื่นใด นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกมาก และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค รวมถึงเพิ่มอัตราการดูดซึมแคลเซียมด้วย

 

  • ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว
    น้ำส้มและน้ำมะนาว มีวิตามินซีสูงมาก ยิ่งถ้าคั้นสดๆ แล้วดื่มในตอนเช้า ขณะท้องว่างด้วยแล้ว รับรองเลยว่ามันจะไปช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยคุณสมบัติของผลไม้ทั้งสองชนิด ซึ่งส้มก็มีกากใยอาหารเยอะ ส่วนมะนาวก็มีส่วนช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบขับถ่ายด้วย แถมแก้อาการท้องผูกได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีเลย

 

  • กินผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม มะละกอสุก
    อย่างที่ทราบกันดีว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายอยู่แล้ว แถมยังช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น เช่น การกินกล้วยเมื่อท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นและทำให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น ส่วนส้มที่มีวิตามินซีและกากใย ก็ถือเป็นผลไม้อีกอย่าง ที่จะไปช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ รวมถึงมะกอสุกเอง ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ซึ่งรับรองว่าถ้ากินผลไม้เหล่านี้เข้าไปในตอนเช้า จะช่วยทำให้คุณรู้สึกอยากจะเข้าห้องน้ำได้เลยล่ะ

 

  • ไม่ขับถ่ายตอนเช้า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
    การไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. นานเข้าเป็นระยะเวลาหลายปี เลือดที่ไม่สะอาดจะไหลผ่านไปเลี้ยงสมอง และหัวใจ ทำให้ไม่สดชื่น ก่อนเที่ยงถึงบ่ายก็จะรู้สึกง่วงนอน แถมมีกลิ่นตัว มีกลิ่นปาก ก็มาจากเลือดที่ไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกมาทางผิวหนังและลมหายใจ ซึ่งตัวเองจะไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นได้กลิ่น รวมถึงอาจรู้สึกปวดเข่า และเมื่ออายุมากขึ้น ก็มีโอกาสเป็นริดสีดวงทวาร

ดูแลร่างกายด้วยเคล็ดลับการดูตับให้แข็งแรง

ร่างกายของเรานั้นต้องการสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารต่างๆ มากมาย เพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเรานั้นมีสุขภาพแข็งแรง สุขภาพดี เพราะฉะนั้นเราเองควรที่จะรู้ว่าต้องกินอาหหารอะไร ต้องรับประทานอาหารประเภทไหน

ควรรับประทานอาหารอย่างไรให้ได้สารอาหารที่มีประโยชน์ ที่มีคุณค่าต่อร่างกายเพราะว่าสารอาหารในแต่ละชนิดมีผลหรือว่ามีสารที่ช่วยป้องกันโรคที่แตกต่างกันออกไป เช่น

  • เส้นใยกากอาหารช่วยป้องกัน
  • โรคท้องผูก
  • โรคริดสีดวงทวารหนัก
  • โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่และโรคหัวใจ
  • แคลเซียมช่วยในการป้องกันโรคกระดูกพรุน

วิตามิน เอ ซี และอี ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระและชะลอความแก่ชรา

โดยสารอาหารต่างๆที่จำเป็นต่อร่างกายแบ่งได้ทั้งหมด 6 หมวด คือ

  • โปรตีน
  • วิตามิน
  • เกลือแร่
  • คาร์โบไฮเดรต
  • น้ำ
  • และไขมัน

โดยสารอาหารทั้งหมดแต่ละชนิดมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป แต่สารอาหารทั้งหมดต้องร่วมกันทำงานเพื่อช่วยบำรุงรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ถ้าเราเลือกกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลกันไม่ใช่ว่าเน้นไขมันหนักเกินไป โดยอาหารนั้นเป็นทั้งยาที่คอยรักษาโรค ยาล้างโรค หรือแม้แต่ยาป้องกันโรคด้วย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย 9 ข้อ หรืออาจเรียกว่าโภชนบัญญัติ 9 ประการ และสารอาหารเหล่านี้ยังเป็น เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ได้อีกด้วย

  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัยตามช่วงอายุ
  3. กินปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งประจำ
  4. กินข้าวเป็นอาหารหลักสลับกับอาหารที่เป็นแป้งโดยรับประทานแป้งในบางครั้งบางคราว
  5. กินพืชผักให้มากถ้าหากมีผักในอาหารทุกมื้อที่รับประทานจะเป็นเรื่องที่ดีมากและรับประทานผลไม้ควบคู่ไปด้วยต้องหมั่นรับประทานเป็นประจำอยู่เสมอ
  6. กินอาหารที่มีไขมันได้แต่ต้องไม่เยอะเกินความจำเป็นในแต่ละมื้อหรือในแต่ละวัน
  7. กินอาหารที่สะดวกและปลอดภับปราศจากสารปนเปื้อนทุกอย่าง
  8. งดหรือลดหรือเลิกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดจะเป็นเรื่องที่ดีมาก
  9. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและรสเค็มจัด