วิธีในการล้างคอนแทกเลนส์

เมื่อเรามีความต้องการที่จะใส่คอนแทกเลนส์หรือว่าต้องการที่จะใส่เพื่อที่เราจะไม่ต้องใส่แว่นตาเพื่อที่จะได้สะดวกสบายนั่นเองดังนั้นการที่เราใส่คอนแทกเลนส์จึงมีวิธีในการใส่อย่างถูกต้องแต่ว่าสำหรับคนที่ไม่เคยใส่นั้นอาจจะดูว่าเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ลำบาก และยากแต่ว่าในเรื่องของการใส่นั้นไม่ได้อยากที่คิดเพียงแค่เราต้องให้เวลาตัวเองนั้นสักสองสามวันเพียงเท่านั้น

 

เราก็จะสามารถที่จะใส่ได้อย่างสบายมากแล้วนั่นเอง  ซึ่งในวันนี้เรานั้นจะมาบอกวิธีในการใส่คอนแทกเลส์ 

  1. ควรที่จะล้างมือของเราให้สะอาด   เมื่อเวลาที่เราล้างมือนั้นเราก็ควรที่จะล้างด้วยสบู่และเมื่อล้างก็ควรที่จะไม่ใช้ใช้เป็นสบู่ที่มีน้ำหอมเพราะว่าอาจจะทำให้มีสารตกค้างอยู่ที่ฝ่ามือและนิ้วของเรา และเมื่อเวลาที่เราล้างมือเสร็จแล้วเราก็ควรที่เช็ดด้วยผ้าแห้งแต่ว่าผ้าที่เช็ดมือก็ต้องสะอาดและอีกอย่างไม่เป็นขุยด้วยเพราะว่าอาจจะทำให้มีเสดของผ้ามาติดที่มือและนิ้วของเรา  
  2. เราควรที่จะตรวจสอบว่าคอนแทกเลนส์กลับด้านหรือเปล่า   ในการที่เราจะใส่คอนแทกเลส์เราก็ควรที่เลือกและดูว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปเพราะว่าเราต้องใส่ทุกวันในช่วงเวลาแรกอาจจะต้องใช้เวลาในการมองนานหน่อยแต่เมื่อไหร่ที่เรามีความเข้าใจแล้วเราจะรู้ทันทีว่าเราใส่คอนแทกเลนส์นั้นกลับด้านหรือเปล่า  เวลาที่เราเอาคอนแทกเลนส์มาวางที่นิ้วของเราให้เราสักเกตุง่ายๆนั้นคือว่าเป็นรูปของการคว่ำถ้วยนั่นเอง และปรายของคอนแทกจะต้องหุบเข้าไม่บานออกข้างนั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง    
  3. ใช้มือข้างที่ถนัดในการใส่คอนแทกเลนส์   ในการที่เราจะใส่คอนแทกนั้นเราต้องเลือกว่าเราจะใช้นิ้วไหนที่สามารถที่จะช่วยในเรื่องของการใส่คอนแทกเลนส์  เพราะว่าในเวลาที่เราใส่เราต้องใช้ทั้งมือเพื่อเป็นการช่วยกันนั่นเอง  เมื่อเราได้นิ้วที่เราชี้ที่เราต้องวางคอนแทกเลนส์แล้วจากนั้นเราต้องใช้นิ้วกลางและนิ้วชี้ที่มีคอนแทกในการช่วยเปิดเปลือกตาออกให้กว้างขึ้นจากนั้นใช้มืออีกข้าที่เราว่างอยู่วางไว้ช่วงบนของเปลือกตาบนจากนั้นมือทั้งสองข้างก็เปิดเปลือกตา แล้วในขณะที่เราเปิดเปลือกตาตาของเรานั้นห้ามกระพริบเพราะว่าถ้ากระพริบจะไม่สามารถที่จะใส่คอนแทกเลนส์นั้นได้  
  4. และเมื่อเรานั้นสามารถที่ใส่ได้แล้วให้เราลองมองไปมองมาเพื่อที่เราเป็นการตรวจสอบในเรื่องของการที่เราใส่แล้วสามารถที่จะทำให้เรามองชัดมากขึ้น และเราก็ควรที่จะใส่อีกข้างเหมือนกับข้างแรกที่เราใส่ได้นั่นเอง  จากนั้นจะเป็นการใส่คอนแทกเลนส์ที่เสร็จสมบรูณ์ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครสมาชิกหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

น้ำเปล่าและนม หนึ่งในวิธีการเลิกบุหรี่

หนึ่งในสิ่งง่ายๆที่อาจจะช่วยบรรเทาความอยากเทพนิโคตินได้ แต่ก็เช่นเดิมเช่นเดียวกัน ที่วิธีนี้ก็ต่างเป็นวิธีที่บรรเทาในพิษของนิโคตินเท่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยแก้การติดพฤติกรรมการสูบแต่อย่างใด และพฤติกรรมการสูบนั้นอาจจะลดลงได้เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั้นก็คือการหาอะไรอย่างอื่นทำที่รู้สึกดีและผ่อนคลายได้มากกว่าการออกไปสูบบุหรี่

แต่ว่าวิธีนี้นั้นมีดีกว่าที่คิดมากนัก ถึงแม้มันจะเป็นเพียงเรื่องปกติที่เราต้องทำกันทุกวัน แต่ก็ต้องบอกเลยว่าการลืมน้ำนั้นเป็นอะไรที่ช่วยเหลือร่างกายและความอยากนิโคตินได้เป็นอย่างดี ถึงผลลัพธ์นั้นจะไม่เห็นชัดเจนจนสามารถหยุดได้ทันที แต่เป็นการล้างสารที่ไม่ดีต่างร่างกายออกไป

น้ำนั้นเป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้มาอย่างตั้งแต่ยังมีมนุษย์บนโลกนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าอาหารเสียอีก การอดน้ำนั้นทำให้มีโอกาสเสียชีวิตเร็วกว่าอดอาหารมากมายนัก และเราเคยรู้ถึงความสำคัญของน้ำไหม ว่าทำไมเราต้องกิน ว่าทำไมเราถึงขาดมันไม่ได้ น้ำนั้นมีหน้าที่ในการเข้าไปในกระแสเลือดและทุกๆเซลล์เพื่อคืนความชุ่มชื้นจาการเสียน้ำไป ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย

หรือการใช้พลังงานของแต่ละวันไปเรื่อยๆ รวมถึงการเสียเหงื่อจากวันแต่วันด้วย นี่คือสิ่งที่มันต้องทำ แต่ว่ามันยังมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้น เรียกว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของน้ำ และมีเพียงมันเท่านั้นที่ทำได้ นั้นก็คือการล้างสารพิษจากการวิ่งไปตามทางของมัน และล้างสารพิษที่สะสมจากที่จุดต่างๆของร่างกาย และก็ในทุกๆเซลล์ในร่างกายด้วยเช่นกัน

ดังนั้นแล้วหน้าที่การล้างสารพิษของมันก็คือสิ่งสำคัญที่เป็นเหตุให้ คนที่ติดบุหรี่สมควรที่จะต้องดื่มน้ำมากกว่าคนปกติทั่วไป เพื่อล้างสารพิษต่างๆออกไป ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่การบรรเทาก็ตาม แต่การค่อยล้างสารพิษออกไปก็ยังดีกว่าเอาเข้ามาเพียงอย่างเดียว สารพิษที่ได้รับจากบุหรี่นั้นมากมายนัก สารพิษควรค่อยๆถูกล้างออกไปน่ะถูกแล้ว

เพื่อที่จะเป็นการทดแทนสิ่งได้เสียไปและได้รับมา แต่การดื่มน้ำเพียงไม่กี่ครั้งนั้นไม่อาจช่วยในการลดความอยากสูบบุหรี่ได้ ดังนั้นเราต้องพยายามมีน้ำติดตัวไว้ตลอด ถ้ามีโต๊ะทำงานก็มีไว้บนโต๊ะไว้ เพื่อที่จะได้จิบน้ำตลอด ทำให้เราสามารถล้างสารพิษได้ทั้งวัน และเมื่อมีความรู้สึกหิวขึ้นมา ก็ใช้การดื่มนมเพื่อให้รู้สึกอิ่มและมีการล้างพิษได้ด้วยเช่นกัน เพราะนมนั้นก็มีการคุณสมบัติที่ดีมากๆในการล้างสารพิษด้วยเช่นกัน

 

ได้รับการสนับสนับสนุนโดย  เว็บหวยหุ้นไทย 4 รอบ

การสวมหมวกก่อให้เกิดเชื้อรา

เชื้อราบนหนังศีรษะนั้นก็สามารถที่จะทำให้ผมของเรานั้นร่วงได้เหมือนกันแต่ว่าการที่เรานั้นใส่หมวกนั้นเป็นประจำไม่ใช่ปัจจัยหลักของการเป็นเชื้อราเพราะว่าการที่เรานั้นเป็นเชื้อราบนหนังศีรษะนั้นจริงๆแล้วหรือว่าเป็นสาเหตุหลักๆนั้นยังไม่แน่ใจว่ามาจากตรงไหน แต่ที่แน่ๆนั้นเกิดมาจากการที่เรานั้นใช้ของร่วมกันอย่างการที่เรานั้นหวีร่วมกับอื่นที่ป่วยนั้นอยู่แล้วก็อาจจะติดได้

ส่วนของการที่เรานั้นใส่หมวกเป็นประจำนั้นเป็นเพียงการทำให้เร่งที่ทำให้เชื้อรานั้นเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้นหรือว่าอาจเป็นตัวเร่งให้ผมนั้นร่วงมากขึ้นเมื่อเรานั้นมีความเสี่ยงที่ผมเรานั้นจะร่วงอยู่แล้ว

 ถึงแม้ว่าการที่เรานั้นสวมหมวกนั้นไม่ใช่สาเหตุหลักของการผมร่วงแต่ว่าการที่เรานั้นใส่หมวกนั้นนานแล้วเหงื่อเรานั้นออกด้วยว่าเมืองไทยเรานั้นร้อน เหงื่อ การที่เราใส่นั้นนานเป็นเรื่องที่ไม่ดีแล้วยิ่งทำความสะอาดไม่ดีนั้นก็ยิ่งทำให้เรานั้นเกิดอาการผมนั้นร่วงได้เหมือนกัน ดังนั้นการที่เรานั้นสวมหมวกก็ควรสวยที่จำเป็นหรือว่าสวมไม่ให้นานมากจนเกินไป และก็ควรที่จะทำความสะอาดอย่างน้อยทุกวันหรือว่าวันเว้นวัน  หรือว่าสองวันเว้นวัน ซึ่งก็มีโอกาสที่ผมจะร่วงได้เช่นกัน 

และเมื่อเรานั้นสรผมก็ควรที่จะเป่าผมให้แห้งก่อนที่เรานั้นจะเข้านอนส่วนการที่เรานั้นมีเส้นผมและหนังศีรษะนั้นแห้งมากเราก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์นั้นทันทีก่อนที่ผมของเรานั้นจะร่วงสายเกินแก้ การที่เรานั้นนั้นทำผมหรือว่าทำสีผมกัดสีผมนั้นก็ทำให้ผมของเรานั้นเกิดอาการผมร่วงและให้เป็นเชื้อราได้เหมือนกันเพราะว่าสารเคมีนั้นเข้าไปทำลายเส้นผมและหนังศีรษะและก็หนังศีรษะนั้นติดเชื้อการที่เรานั้นใส่หมวกนั้นแล้วทำให้เรานั้นเป็นเชื้อราบนหนังศีรษะนั้น

เราจะบอกว่าการที่เรานั้นใส่หมวกนั้นไม่ใส่ต้นเหตุเพราะว่าเป็นการที่ทำให้เชื้อนั้นเกิดขึ้นได้ไวนั้นมากขึ้นส่วนสาเหตุหลักๆคือการที่เราใช้ของร่วมกับคนที่ป่วยอย่างเช่นการที่เรานั้นใช้หวีในการหวีผมนั้นร่วมกับคนที่ป่วยเพราะว่าเรานั้นสามารถที่จะติดต่อกันได้และเมื่อเรานั้นมีเชื้ออยู่แล้ว พอจักที่เรานั้นรับเชื้อแล้ว

เรานั้นไปใส่หมวกอีกคือหมวกนั้นที่เราใส่ก็ทำให้ผมนั้นอับแล้วเรานั้นยิ่งมีเหงื่อนั้นมากอีกแล้วเรานั้นใส่หมวกนั้นนานก็เลยทำให้เรานั้นเกิดเชื้อราได้ง่ายมากเพราะว่าในการที่เรานั้นใส่หมวกนั้นมันอบก็เลยกลายเป็นการทำให้เชื้อรานั้นเกิด

 

 

ได้สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

หน้าลอกแก้ได้ง่ายๆดังนี้ 

สำหรับใครที่ประสบกับปัญหากับหน้าลอก หรือปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ขาดความชุ่มชื้นโดยไม่ว่าจะสรรหาวิธีใดใดผิวก็ไม่เนียนนุ่มเท่าที่ควรหรือดีขึ้นมาเลยดังนั้นวันนี้ทาง  สมัครเว็บหวยฮานอย ของเราจึงมีวิธีต่างๆที่เป็นเคล็ดลับสูตรเด็ดเด็ดจากธรรมชาติเพื่อให้บุคคลที่มีปัญหาที่กับผิว แห้งและลอกด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นสูตรเด็ดเลยนะ 

สูตรเด็ดมีดังนี้ 

การใช้ว่านหางจระเข้ 

สำหรับการใช้ว่านหางจระเข้นั้นต้องบอกเลยว่าเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ดีเลิศมากเพราะส่วนประกอบของมันสามารถช่วยในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่มและชุ่มชื้นดังนั้นวิธีการนี้จึงสามารถนำมาบำรุงเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้าลอกได้เป็นอย่างดี 

วิธีการใช้เราสามารถปอกว่านหางจระเข้นี้โดยให้เนื้อวุ้นที่อยู่ด้านใน ของมันแล้วนำไปบดให้ละเอียดหลังจากนั้นทำการพอกและทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงนำมาล้างออกหลังจากนั้นให้คุณสังเกตได้ว่าผิวของคุณจะมีความชุ่มชื้นขึ้นและจะมีความกระจ่างใสมากขึ้นแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าครั้งแรกแต่เห็นความแตกต่างเลยนะซึ่งควรต้องทำแบบนี้ไปบ่อยๆ อาจจะเป็นสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ถ้าหากคุณอยากให้ผลมันออกมาดีดังความต้องการของคุณควรทำไม่ต่ำกว่าที่เราแนะนำนั่นเอง 

การใช้มะเขือเทศ นมสด และแตงกวา 

สำหรับการใช้สูตรนี้เป็นการนำทุกอย่างอย่างละหนึ่งลูกหรือปริมาณที่เท่าๆกันมัดผสมกันให้เข้าด้วยกันจากนั้นให้เธนมสดประมาณครึ่งถ้วยแล้วเป็นการนำมาปั่นเข้าด้วยกันหลังจากนั้นให้คุณทำการ พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 ถึง 30 นาทีได้พอเสร็จจากนั้นให้คุณล้างน้ำให้สะอาดถ้าจะให้ดีรางน้ำเย็นดีที่สุดแล้วผิวของคุณก็จะค่อยค่อยเนียนนุ่มขึ้นมาเพราะว่าสรรพคุณของมันที่เป็นมะเขือเทศช่วยสร้างให้ผิวกระจ่างใสทำการขับให้ผิว ข่าวออราดูสวยผิดหูผิดตาไปเลยแหละ 

วิธีการใช้น้ำผึ้งและไข่แดง 

หลักการใช้น้ำผึ้งและไข่แดงนั้นถือได้ว่าเหมาะสำหรับคนที่มีใบหน้าที่ลอกเป็นขุยขุยเพราะหากใช้วิธีนี้แล้วรับรองได้ว่าปัญหาหนักลอก จะหมดไปอย่างแน่นอนซึ่งจะทำการได้โดยการนำน้ำผึ้งหนึ่งช้อนโต๊ะมาผสมให้เข้ากับไข่แดงหนึ่งฟองหลังจากนั้นให้คุณนำสิ่งที่ผสมกันนั้นไปพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีซึ่งคุณจะเห็นได้ว่าหน้าคุณนุ่มขึ้นชุ่มชื่นขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำเลยแหละและหากทำเป็นประจำผิวของคุณจะเหมือนเด็กเลยนะ 

ไม่ว่าจะเป็นการดูแลแบบไหนก็ตามหากกระทำการดูแลแบบบ่อยครั้งจะทำให้หน้าของคุณดีขึ้นแต่หากคุณไม่ทำบ่อยบ่อยเท่ากับว่ามันก็จะไม่เห็นผลโดยสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีธรรมชาติดังนั้นคุณควรทำบ่อยๆเท่าที่คุณจะทำได้เพราะมันจะเห็นผลในระยะยาวซึ่งมันจะแตกต่างกับครีมที่มีส่วนผสมต่างๆทำให้เห็นผลเร็วขึ้นดังนั้นผลข้างเคียงก็มีเช่นกัน 

เลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการติดต่อของโรคจากสัตว์มาสู่คน

เลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการติดต่อของโรคจากสัตว์มาสู่คน

ปัจจุบันนี้มีโรคติดต่อเกิดใหม่จาก “สัตว์สู่คน” มีทิศทางสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนจำนวนมากบางทีอาจยังไม่รู้ว่ามีโรคประเภทใดบ้าง โรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากสัตว์ติดต่อสู่คนได้ยังไง และก็ควรรอบคอบให้มากขึ้นการติดต่อของโรคที่เกิดจากสัตว์ประเภทใดบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ มาฝากกัน

โรคระบาดจาก “สัตว์สู่คน”
ศาสตราจารย์นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์โรคเกิดใหม่ สภากาชาดไทย ชี้แจงว่า โรคที่มาจากสัตว์ และก็สามารถติดต่อสู่คนได้ พบได้ในขณะที่มาจากสัตว์ที่ใกล้ชิดกับเรามากๆ อย่างหมา กับแมว ไปจนกระทั่งแมลงอย่าง ยุง ไร ริ้นต่างๆโดยเชื้อโรคที่ติดต่อได้ไม่มีเพียงแค่เชื้อไวรัสเพียงแค่นั้น ยังมีเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งเชื้อโรคแปลกๆ อันอื่นอีกเยอะมาก

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดการติดต่อของโรคจากสัตว์มาสู่คน
การติดต่อโรคที่เกิดจากสัตว์มาสู่คนมีได้หลายแนวทาง ได้แก่

1. การสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นโรค หรือเป็นพาหะ เช่น จับค้างคาว หนู
2. สัมผัสกับมูลสัตว์ที่เป็นโรค
3. ถูกกัดจากสัตว์ที่เป็นโรค อย่างเช่น หมา แมว กระต่าย
4. บริโภคสัตว์ที่เป็นโรค ตัวอย่างเช่น นก หนู หมู โค อีกทั้งจากการบริโภคอาหารจำพวกที่เป็นเนื้อสัตว์พวกนั้นโดยตรง รวมทั้งการเชือด หั่น ปรุงเนื้อสัตว์พวกนั้นด้วยมือของพวกเราเอง ฝุ่นผงฝอยละอองจากเนื้อสัตว์ แล้วก็ของเหลวต่างๆ ในเนื้อสัตว์บางทีอาจเข้าเยื่อบุต่างๆ ภายในร่างกาย ดังเช่น ดมผ่านจมูก หรือนิ้วมือจับเนื้อสัตวมาขยี้ตา อื่นๆอีกมากมาย

โดยสัตว์กลุ่มนี้อาจมีลักษณะของการป่วยให้มองเห็น หรือไม่ได้มีลักษณะอาการแตกต่างจากปกติเลยก็ได้ เพราะว่าบางทีอาจเป็นสัตว์ที่อมโรค หรือเป็นพาหะเพียงแค่นั้น

ตัวอย่างกลุ่มโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน
• ไข้สมองอักเสบนิปาห์ (ค้างคาว)
• โบทูลิซึม (วัว สุนัข ม้า นก)
• แอนแทรกซ์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแทบทุกชนิดรวมถึงสัตว์ปีกบางชนิด)
• แผลหนอนแมลงวัน (แมลงวัน)
• พยาธิแส้ม้า (สุนัขบ้าน และสุนัขป่า)
• ท็อกโซพลาสโมซิส (แมว แกะ แพะ สุกร สุนัข)
• คริปโตคอกโคสิส (วัว สุนัข เฟอร์เร็ต หนูตะเภา ม้า แกะ แพะ สุกร ลามะ และสัตว์ชนิดอื่น)
• พยาธิตัวกลม (สุนัข แมว)
• ลิชมาเนีย (สุนัข โคโยตี้ สุนัขจิ้งจอก สัตว์แทะ แมว ม้า)
• โรคจากการเคลื่อนที่ของตัวอ่อนพยาธิ (สุนัข สุกร กระต่าย แกะ โค สัตว์ตระกูลลิง ไก่ ไก่ป่า แมวน้ำ และสัตว์ชนิดอื่นๆ)
• พยาธิปากขอ (สุนัข แมว)
• ไข้หวัดนก (สัตว์ปีก)
• ไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ (ค้างคาว ม้า แมว สุนัข สกั้งค์ กระรอก กระต่าย จระเข้ และคน)
• ฝีดาษลิง (ลิง และสัตว์ฟันแทะหลายชนิด)

เครียดมากเกินไป อันตรายต่อสุขภาพ

ความเครียดมักอยู่กับเราเสมอไม่ว่าเราจะมีอายุที่มากขึ้นแค่ไหน หรือเด็กแค่ไหนเราย่อมพบกับความเครียดไปตลอดช่วงวัย และบางครั้งเราก็อาจจะก้าวผ่านมันไปได้ แต่อย่างไรก็ตามอย่าปล่อยให้เครียดจนเกินไป เพราะว่าความเครียดเป็นต้นกำเนิดของโรคมากมาย มาสังเกตกันหน่อยสิว่าคุณกำลังเครียดมากไปหรือป่าว

1. ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ
ต้องบอกว่า สาวๆ อย่างเรานั้น เกิดมาก็สุดแสนจะลำบากนะ ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้หญิงที่มีความเครียดสูง จะปวดประจำเดือนมากกว่าคนที่เครียดน้อยกว่าถึงสองเท่า ซึ่งนักวิจัยจากฮาร์วาร์ดโทษว่า ความเครียดทำให้ฮอร์โมนร่างกายไม่สมดุลนี่เอง ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องที่สาวๆ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าลำพังแค่ปวดท้องประจำเดือนธรรมดาก็ลำบากทรมานมากพออยู่แล้ว อย่าปล่อยให้เป็นไปมากกว่านี้จะดีกว่า

2.เลือดออกตามไรฟัน
สุขภาพเหงือกนั้น ต้องบอกว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนที่มีความเครียดได้ง่ายกว่าคนอื่น ๆ เพราะว่าคอร์ติซอลที่พุ่งสูงจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันด้อยลง ผลก็คือแบคทีเรียจะเข้ามาในช่องปากได้ง่ายขึ้น ทำให้สุขภาพเหงือกของคุณแย่ลง ต้องระวังเป็นพิเศษ

3.เมื่อยกราม
เราอาจจะมีการสันนิฐานไปเองนะค่ะ ว่าเอ๊ะ ที่เราเมื่อยกรามนั้น โดยมีความคิดที่ว่าเกิดจากการกัดฟัน ซึ่งปกติแล้วอาการกัดฟันมักจะเกิดขึ้นตอนที่เราหลับอยู่ และความเครียดก็เป็นปัจจัยที่ทำให้อาการหนักขึ้นอีกและทางแก้ที่ดีที่สุดนั้น ก็คือการพบทันตแพทย์และสอบถามเรื่องใส่ฟันยาง ซึ่งตามสถิติแล้ว คนร้อยละ 70 จะหยุดกัดฟันไปเลย

4.คันผิวหนัง
อาการของโรคผิวหนังนั้น เราจะหมายถึงคนที่เป็นโรคคันเรื้อรังแต่ไม่มีผื่นขึ้น จะมาพร้อมกับความเครียดมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้ถึงสองเท่า ถึงแม้ว่าการคันไม่หยุดจะน่ารำคาญ จนอาจเกิดความเครียดได้ก็ตาม แต่ความเครียดเองก็สามารถกระตุ้นโรคต่าง ๆ เช่น โรคผิวหนังอักเสบ หรือโรคสะเก็ดเงินได้เช่นกัน

5.ภูมิแพ้ขนานหนัก
แหม เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว เราจะต้องบอกว่าแล้วละค่ะ ว่าเจ้าความเครียดเป็นเหตุแห่งโรคจริง ๆ เนื่องจากฮอร์โมนความเครียด จะไปกระตุ้นการผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อว่า IgE ซึ่งอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้ ดังนั้น ถ้าคุณรู้ตัวว่ามีโรคภูมิแพ้ ก็อย่าลืมดูแลใจให้ดีพอ ๆ กับที่ดูแลร่างกายนะ

รู้อย่างนี้แล้วอย่าปล่อยให้ร่างกายคุณหลงอยู่ในความเครียดนานๆ เลย เพราะยิ่งความเครียดนั้นอยู่นานเท่าไหร่ยิ่งส่งผลแย่ๆ ต่อร่างกายเรา

บุคคลเสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ

เนื่องจาก ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจมีประชากรที่เป็นเกี่ยวกับโรคนี้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอด

ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่ใครๆก็แห่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง มีคนแห่รณรงค์ และสร้างกลุ่ม เพื่อบอกถึงโรคร้ายอันน่ากลัวที่เป็นสาเหตุทำให้เป็นโรคหัวใจ

หัวใจของคนเรานั้นเป็นอวัยวะสำคัญที่มีการปฏิบัติอยู่ทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ไม่มีเวลาหยุดพักเหมือนอวัยวะในร่างกายส่วนต่างๆ

 เนื่องจากหัวใจนั้นเป็นอวัยวะที่ทำงานเยอะ

และเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่คอยส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกายของเรา อยู่ทุกเวลา โดยจะให้ร่างกายของเรานั้นได้ทำงานอย่างเต็มที่ แบบสม่ำเสมอ

โดยทว่าหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกันอยู่นั้น มีการผิดปกติเกิดขึ้นหรือได้มีการอุตตันที่หลอดเลือด จึงส้างปัญหาให้สูบฉีดเลือดไม่ทันหรือผิดปกติ จะมีผลต่อหัวใจของเราโดยตรง

โดยการทำงานยิ่งกว่าเดิม ทำให้อาจจะเกิดสภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างด่วนได้นั้นเอง

สำหรับท่านที่เป็นโรคหัวใจเหล่านี้ โดยมากจะไม่มีอาการอะไรที่บอกกล่าวได้ว่าเป็นโรคหัวใจโดยตรง แต่โรคหัวใจนั้นค่อนข้างเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน หรือกระทันหัน ซึ่งส่งผลอันตรายถึงตายได้เลย เพราะการเป็นโรคหัวใจหรือการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจนั้น สามารถแบ่งจำพวกได้หลายอย่าง แต่ทว่าเรามักจะพบบ่อยที่สุดนั้นก็คือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดในหัวใจและโรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ

เนื่องจากการเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคหัวใจเหล่านี้ เกิดขึ้นโดย กรรมพันธุ์ ถ้าหากมีบุคคลในสายเลือดของเรานั้นเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็เกิดอัตตราการเสี่ยงสูงที่จะทำให้เป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน

 เนื่องจากการค้นพบจากสถิติพบว่า โรคหลอดเลือดหัวใจมักพบในกรณีผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิง ซึ่งจะพบอีกกับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือผู้หญิงที่เมนหมดแล้ว

สำหรับอายุก็เป็นเรื่องสำคัญหรือเป็นเหตุที่เกิดผลทำให้เป็นโรคหัวใจเช่นกัน เนื่องจากบุคคลที่มีอายุมากกว่า 40 ปีไปนั้น ปรากฎว่าส่วนมากมีอาการของโรคหัวใจ และด้วยรูปแบบการเป็นอยู่ของบุคคลเหล่านั้น ทำให้เราค้นพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงกว่าเก่าในทุกวัน ซึ่งแน่นอนว่าอนาคตอาจจะเป็นช่วยอายุ 30 ปี ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจมากขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนหลังเกิด ‘หนองใน’

ภาวะแทรกซ้อนหลังเกิด ‘หนองใน’
ผู้ป่วยที่พบว่าเป็นโรคหนองในหรือไม่เคยรู้ตัวว่าได้รับเชื้อมาหากไม่รีบรักษาจะประสบพบภาวะแทรกซ้อนของหนองใน ภาวะแทรกซ้อนของโรคหนองในอาจเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ภาวะแทรกซ้อนของเชื้อหนองในอาจแทรกตัวเข้าไปตามกระแสเลือดไปที่บริเวณข้อ ทำให้เกิดเป็นโรคข้ออักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลันตามมาซึ่งอาจจะเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ แต่ภาวะแทรกซ้อนนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย โดยอวัยวะที่พบอาการแทรกซ้อน ได้แก่ ข้อเท้า ข้อเข่า และข้อมือ รวมถึงยังมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

รู้หรือไม่?
• หากป่วยเป็นโรคหนองในจะสามารถเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้อีก เช่น จะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เป็นหนองใน
• นอกจากนี้ยังจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้เพิ่มเติม เพียงแต่เป็นอาการที่พบได้น้อยมาก อาทิ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว และหัวใจวายได้

จะป้องกัน โรคหนองใน ได้ยังไง ?
1. เรื่องแรกที่เราควรคำนึงเลย คือ พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง โรคหนองในจะไม่สามารถติดต่อได้หากเราไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ หรือ คู่นอนของเราไม่ได้เป็นโรคหนองในอยู่แล้ว เพราะการมีคู่นอนเพียงคนเดียวเท่านั้น จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเรา และหากอยากสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น ควรแนะนำให้คู่นอนเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะดีที่สุด
2. จากที่กล่าวมาแล้วในข้อหนึ่ง คือ งดเว้น หรือหลีกเลี่ยงการสำส่อนทางเพศ หรือการเที่ยวกลางคืน จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอ และตรวจสอบให้ดีว่าถุงยางอนามัยรั่วหรือมีการฉีกขาดหรือไม่โดยการระมัดระวังในการใช้งาน เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันโรคได้ 100% แต่จริงๆ แล้วไม่มีจะดีกว่า ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การใช้ถุงยางอนามัยอาจไม่ได้ผล ทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้อยู่บ้าง
3. หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกันกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ
4. การรักษาสุขอนามัยดื่มน้ำมากๆ ก่อนที่จะร่วมเพศและหลังร่วมเพศเสร็จควรรีบเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะทันที และอาบน้ำล้างตัวล้างจุดเสี่ยงด้วยสบู่ให้สะอาด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อหนองในได้ แต่อาจไม่ได้ผลในบางราย

ฟันผุ กับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เกี่ยวข้องอะไรกัน

ปัญหาในเรื่องของการดูแลฟันให้สะอาด ไม่ผุ ให้แข็งแรง ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อการรับประทานอาหารให้อร่อย หรือลดอาการบาดเจ็บหรือเจ็บปวดในช่องปากอีกต่อไป แต่ปัจจุบันเป็นปัญหาที่ลามมาถึงการทำงานของระบบการทำงานของทางเดินอาหารในร่างกาย และดำเนินส่งผลลึกลงไปถึงลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ เพื่อมีรายงานวิจัยพบว่า อาการฟันผุ มีความสัมพันธ์กับอาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย

เฟซบุคคุณหมอเล็ก หรือ Dr.Aki – หมออาคิ อธิบายว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆของโรคมะเร็งทั้งหมด แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้แก่ พันธุกรรม ทานอาหารกากใยน้อย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจมานานแล้วว่า ในก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ของคนไข้กว่า 1 ใน 3 จะมีเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ (F. nucleatum) อาศัยอยู่ แต่ก็ไม่ทราบถึงความเกี่ยวข้องของเชื้อโรคนี้ต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

จนเมื่อเดือนที่ผ่านมาทางทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ได้พบว่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ (F. nucleatum)สามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่แบ่งตัวได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นรุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะเชื้อแบคทีเรียไม่ได้สามารถที่จะเปลี่ยนเซลล์ร่างกายทั่วไปให้เป็นเซลล์มะเร็งได้ จึงไม่ได้เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยตรง แต่ในทางอ้อมจะกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ตัวโรคนั้นรุนแรงขึ้น อธิบายอย่างง่ายๆก็คือ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เปรียบเสมือนกองเพลิง ส่วนแบคทีเรียก่อโรคฟันผุเป็นเหมือนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้กองเพลิงนี้ประทุรุนแรงขึ้นได้มากนั่นเอง

ดังนั้น คุณหมอฝากไว้ว่า การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพร่างกายของเรา

กินเผ็ดมากไป ทำร้ายสุขภาพ

รสเผ็ด เป็นรสที่ช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับอาหาร ข้อดีที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ รสเผ็ดช่วยให้เราเจริญอาหาร อีกทั้งยังช่วยหายใจได้โล่งจมูกขึ้น ละลายเสมหะ และยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย (>> 20 ข้อดีของพริก นอกจากจะ “เผ็ด” สะใจแล้ว ยังดีต่อสุขภาพด้วย) แต่ก็ใช่ว่าเราจะตักพริกเติมเอาๆ กินเผ็ดได้มากเท่าที่ใจอยาก เพราะหากกินเผ็ดมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน

อันตรายจากการ “กินเผ็ด”
รสเผ็ดจากพริกทำให้รู้สึกแสบร้อนได้ตั้งแต่ลิ้นไปจนถึงกระเพาะอาหาร ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ใส่พริกมาก มีรสเผ็ดมากๆ อาจทำให้กระเพาะอาหาร รวมถึงระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ระคายเคืองได้

อ.พญ. ศุภมาส เชิญอักษร แพทย์สาขาวิชาโรคทางเดินอาหาร และตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารแคปไซซินในพริกทำให้เกิดอาการแสบร้อน และทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ ในร่างกาย

กินเผ็ด ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร?
โรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุหลักเกิดจากการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้การป้องกันของเยื่อบุในทางเดินอาหาร หรือกระเพาะอาหารเสียไป อีกส่วนหนึ่งคือการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การรับประทานอาหารรสเผ็ดเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง จึงอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนท้องได้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการของโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้รู้สึกแสบท้องได้มากขึ้น

กินเผ็ดเท่าไรถึงจะดี?

ควรปรุงรสรสชาติเผ็ดให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่เผ็ดมากจนเกินไป หากรับประทานพริก หรือเครื่องปรุงอื่นๆ ที่มีรสเผ็ดแล้วรู้สึกทรมาน แสบปาก แสบท้อง ควรหยุดทานแล้วดื่มน้ำตามเพื่อลดอาการระคายเคืองจากพริกที่อาจเกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร และกระเพาะอาหารได้

หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ ท้องเสียท้องร่วง อาหารเป็นพิษ ฯลฯ ไม่ควรกินเผ็ด เพราะอาจทำให้อาการของโรคแย่ลง รวมถึงผู้ป่วยที่มีไข้ เพิ่งผ่าตัด ควรงดการรับประทานอาหารเผ็ดชั่วคราวด้วย

วิธีรับประทานอาหารที่ช่วยถนอมรักษากระเพาะอาหาร

  • ไม่กินเยอะเกินไป
  • ไม่กินอาหารมันมากเกินไป มีส่วนในการเกิดโรคกระเพาะอาหารได้
  • กินอาหารที่มีกากใยอาหารที่เหมาะสม ใครที่ไม่ค่อยได้กินผักผลไม้ที่มีกากใยอาหาร ให้ค่อยๆ เพิ่มปริมาณในการกิยในแต่ละมื้อ แต่ละวันทีละน้อยๆ ให้กระเพาะอาหารค่อยๆ ปรับตัว
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา